คุณแม่รู้ไหมว่าการที่ลูกซนมาก อยู่ไม่นิ่ง นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคสมาธิสั้นก็ได้ และยังมีอาการอื่นๆ ที่บ่งบอกได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราก็จะพาคุณแม่ไปทำความเข้าใจกับโรคสมาธิสั้นกัน โดยหากใครที่มีลูกน้อยเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคนี้ จะนิ่งนอนใจไม่ได้เลยเชียว

ลูกซนมาก อาจเป็นโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น​ คือ ความผิดปกติทางจิตเวช ที่ทำให้เด็กขาดสมาธิ และความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ โดยมักเกิดขึ้นในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7ปี เด็กที่มีสมาธิสั้นมักมีอาการรวอกแวกง่าย ซุกซน ไม่อยู่นิ่ง ซึ่งสาเหตุหนึ่งนั้น เป็นเพราะสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมสมาธิและความยับยั้งชั่งทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นนั้นจะส่งผลกระทบเมื่อเด็กต้องเข้าเรียน และเข้าสังคมในภายหลัง

ส่วนการสังเกตว่าความซนของลูกนั้น เกิดจากโรคสมาธิสั้นหรือไม่ ต้องดูตามวัยด้วย เนื่องจากเด็กแต่ละวัยมีสมาธิที่ไม่เท่ากัน เช่นเด็กเล็กถึง1ปี จะมีสมาธิจดจ่อได้ไม่เกิน 2-3นาที ส่วนเด็ก1-2 ปีจะมีสมาธิประมาณ 3-5นาที เด็กอนุบาลจะมีสมาธิ 5-15นาที และเด็กประถมจะมีสมาธิอยู่ได้นาน 15-30 นาทีขึ้นไป เป็นต้น

ดังนั้นถ้าสงสัยว่าอาการซนแบบนี้ของลูก ผิดปกติหรือไม่ หรือ สงสัยว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นหรือเปล่า คุณแม่สามารถพาลูกมาปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์อีกที

อาการของโรคสมาธิสั้น

ในเบื้องต้นนั้น คุณแม่สามารถสังเกตอาการของโรคสมาธิสั้นได้เอง ซึ่งอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กนั้น จะทำให้เด็กมีอาการซนมาก ขาดสมาธิ และหุนหันพลันแล่น โดยเด็กอาจแสดงอาการครบทั้ง 3 อาการ หรือแสดงออกเพียงอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้ และอาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงก่อนอายุ 12 ปี โดยลักษณะของแต่ละอาการมีดังต่อไปนี้

1.ซนมาก

เด็กจะอยู่ไม่นิ่ง ต้องเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เช่นถ้าอยู่ในห้องเรียนก็จะลุกขึ้นเดิน นั่งนิ่งๆ ไม่ได้ หรือพูดมาก พูดเสียงดัง นอกจากนี้ยังชอบเล่นอะไรแรงๆ อันตรายๆ เพื่อทำให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

2.ขาดสมาธิ

เด็กที่ขาดสมาธิ เมื่อไปเรียนก็ไม่สามารถทำงานตามที่ครูสั่งให้สำเร็จลุล่วงไปได้ หรือมักนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้อง เวลาใครพูดก็ไม่ค่อยได้ฟัง เพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้มีปัญหาในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ นอกจากนี้ยังชอบทำของหายบ่อยๆ อีกด้วย

3.หุนหันพลันแล่น

เด็กมักรอคอยไม่เป็น ไม่รู้จักการรอคิว มักแซงคิว หรือไม่รู้จักรอให้พูดอื่นพูดจบเสียก่อน แล้วค่อยพูด แต่มักพูดโพล่งออกมากลางบทสนทนา หรือรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที

วิธีการดูแลรักษา

พ่อแม่สามารถดูแลเด็กที่เป็นสมาธิสั้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.​ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การเลี้ยงดูลูกในปัจจุบัน​ มีผลทำให้ลูกมีอาการสมาธิสั้น​ โดยเฉพาะการหยิบยื่นอุปกรณ์เทคโนโลยีให้แก่เด็ก​ไม่ว่าจะเป็นมือถือ​ ​แทบเล็บ​ โทรทัศน์​ ซึ่งในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า2ปี​ ไม่ควรให้ดูเลย ส่วนเด็กที่โตกว่านี้​ ควรดูวันละไม่เกิน1-2ชั่วโมง​ ดังนั้นเพื่อให้ลูกห่างไกลจากอุปกรณ์เหล่านี้​ พ่อแม่ควรชักชวนให้ทำกิจกรรมอื่น​ เช่นออกกำลังกาย​ ต่อจิ๊กซอ​ ต่อเลโก้​ แทนจะดีกว่า

Sponsored

2.​สอนให้ลูกมีวินัย​

เด็กที่สมาธิสั้นนั้น ไม่สามารถวางแผนหรือจัดการสิ่งต่างๆได้ ถ้าไม่ได้รับการฝึกระเบียบวินัยให้ เพราะเขาไม่สามารถควบคุมตัวเอง หรือบริหารเวลาได้เหมือนเด็กทั่วๆไป ดังนั้นพ่อแม่มีหน้าที่สอนและฝึกฝน โดยเริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เช่นกิน​ นอน​ เล่นให้เป็นเวลา​ ซึ่งการฝึกฝนนี้ต้องอาศัยเวลา ความเสมอต้นเสมอปลาย และความอดทนของพ่อแม่ จึงจะช่วยให้ลูกมีอาการดีขึ้นได้

3.​ให้ยา

นอกจากการปรับพฤติกรรมเด็กแล้ว แพทย์จะจ่ายยากินให้ โดยดูตามอาการและอายุของเด็ก เช่นยา Methylphenidate ซึ่งตัวยานี้ค่อนข้างปลอดภัยต่อเด็ก โดยยาจะช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทมาในระดับเดียวกับที่เด็กปกติมี จึงทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น สงบลง และควบคุมตัวเองได้ดีด้วย โดยอาการของเด็กจะดีขึ้นราว 70-80% เมื่อทานยาไปแล้ว 1-4 สัปดาห์

4.ความร่วมกันของแพทย์​ ผู้ปกครอง และครู

พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจถึงโรคที่ลูกเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการเลี้ยงดูเด็กสมาธิสั้น อีกทั้งพ่อแม่ต้องสื่อสารกับครู เพื่อขอความร่วมมือในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็กขณะอยู่ที่โรงเรียน รวมทั้งวิธีการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น ดังนั้นการร่วมมือกันของพ่อแม่ ครู และแพทย์จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เด็กมีอาการที่ดีขึ้น

5.​การจัดสิ่งแวดล้อม

เด็กสมาธิสั้นมักอยู่ไม่นิ่ง ยิ่งได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ก็ยิ่งจะเสียสมาธิได้ง่าย จึงจำเป็นที่พ่อแม่ ครูควรจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเอื้ออำนวยในการช่วยเด็กที่มีสมาธิสั้น เช่นในขณะอยู่บ้าน พ่อแม่ควรจัดห้องนอนให้มีความเงียบสงบ วางสิ่งของต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และเวลาที่ลูกต้องทำการบ้านควรหาสถานที่ที่สงบเงียบ ไม่มีสิ่งใดมารบกวนสมาธิลูก และในขณะที่อยู่โรงเรียน ถ้าเด็กมีปัญหาเรื่องเรียนหนังสือไม่ทัน อาจจำเป็นต้องขอครูเรียนตัวต่อตัว เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น

เมื่อสงสัยว่าลูกจะเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์และรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะโรคสมาธิสั้นส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และการเข้าสังคมของเด็กๆ อีกด้วย

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.ลูกตายคาท้อง เพราะพยาบาลไม่ใส่ใจ แม่สลด!! ร้องขอความเป็นธรรม

2.เตือนภัย!! ลูกเกือบตาย เพราะอันตรายใกล้ตัวที่คุณแม่ไม่ทันคาดคิด