น้ำมันพืช …ถ้าพูดถึงสุขภาพของลูกน้อย คุณแม่หลาย ๆ คนก็จะนึกถึงเรื่องการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่มีให้คุณแม่ได้เลือกซื้อมากมาย

น้ำมันพืช

โดยอาจมองข้ามสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งไป นั่นก็คือ น้ำมันที่คุณแม่ใช้ปรุงอาหาร ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้เราจึงขอนำเรื่องของน้ำมันพืชมาบอกต่อให้คุณแม่ ทำความเข้าใจ และเลือกใช้น้ำมันพืชที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณค่ะ

น้ำมันพืช

รู้จักส่วนประกอบของน้ำมัน

ในน้ำมันประกอบไปด้วยกรดไขมัน 3 ตัว คือ

  1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid = SAFA) หากร่างกายได้รับไขมันตัวนี้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในเส้นเลือดซึ่งเสี่องอย่างมาต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่ทำให้อาหารทอดกรอบอยู่ได้นาน
  2. กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated Fatty Acid = MUFA) เป็นแหล่งของ Omega 9 ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี
  3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated Fatty Acid = PUFA) เป็นแหล่งของ Omega 3 และ 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ช่วยลดคอเลสเตอรอลโดยรวม แต่ถ้าใช้ที่ความร้อนสูงเป็นเวลานาน อาจแตกตัวเป็นสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และทำให้เซลล์แก่ก่อนวัยได้

ตารางปริมาณกรดไขมันของน้ำมันแต่ละชนิด

ชนิดของน้ำมัน ปริมาณกรดไขมัน (%)
SAFA MUFA PUFA
คาโนลา 8 59 33
ทานตะวัน 10 18 70
ข้าวโพด 13 25 61
ถั่วเหลือง 15 25 61
มะกอก 13 73 9
เมล็ดฝ้าย 25 26 49
ปาล์ม 50 39 10

จากข้อมูลในตารางสามารถสรุปได้ง่าย ๆ คือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย แต่เหมาะสำหรับผัดเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับทอดเป็นเวลานาน เพราะอาจแตกตัวเป็นสารอนุมูลอิสระซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และทำให้เซลล์เสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

ส่วนน้ำมันเมล็ดฝ้าย เหมาะสำหรับทอด เพราะทนความร้อนสูง ไม่แตกตัวเป็นสารอนุมูลอิสระได้ง่าย ๆ และมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่าปาล์มถึงครึ่งหนึ่ง ช่วยให้อาหารทอดกรอบนาน อีกทั้งยังมีปริมาณวิตามิน E ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 40%

น้ำมันพืช ควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

การใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร คุณแม่ต้องคำนึงถึงความร้อนที่ใช้ประกอบอาหารเป็นหลัก เพราะนอกจากจะทำให้อาหารเหล่านั้นมีรสชาติที่อร่อยแล้ว การเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของการปรุงอาหาร ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากน้ำมันเหล่านั้นได้ อย่างเช่น การทำสลัด ควรเลือกใช้น้ำมันพืชชนิดไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะกอกธรรมชาติ, น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันข้าวโพด สำหรับการทอดคุณแม่ควรเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เพื่อให้อาหารที่ทอดมีความกรอบได้นานขึ้น

แต่สำหรับอาหารทอดที่ใช้น้ำมันมาก ๆ และต้องใช้ความร้อนสูง อย่างเช่น การทอดปลา ทอดไก่ คุณแม่ไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เพราะจะทำให้เกิดเป็นควันได้ง่าย น้ำมันมีกลิ่นเหม็นหืน และจะทำให้เกิดความหนืดเนื่องจากมีสาร “โพลิเมอร์” สูง

Sponsored

ปริมาณไขมันที่ควรบริโภค

ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ โดยมีโรคประจำตัว มีคอเลสเตอรอลสูง หรือเป็นโรคหัวใจ ก็ควรงดการรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย คุณแม่ควรปรุงอาหาร โดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย การใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารควรใช้ไม่เกินวันละ 3 ช้อนโต๊ะ เพื่อป้องกันการสะสมของไขมันไม่ดีไว้ในร่างกายของลูกน้อยมากจนเกินไป

พิษภัยที่เกิดจากการใช้น้ำมันพืช

อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า ไขมันอิ่มตัวจะทำปฏิกิริยากับความร้อน และออกซิเจนได้ง่าย ซึ่งผลาญจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้น้ำมันมีกลิ่นเหม็นหืนแล้ว กรณีที่ปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูงมากจนถึงจุดเดือดของน้ำมัน (180 องศาเซลเซียส) จะทำให้เกิดสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย หรือที่เรียกสารพิษดังกล่าวว่า “โฟลาร์คอมเพาวด์ (Polar Compound)”

การสังเกตความร้อนของน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูงมาก คุณจะเห็นว่าน้ำมันเดือนเป็นฟองปุด ๆ ในขณะที่ยังไม่ได้ใส่อาหารใดๆ ลงไป ส่วนฟองปุด ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากใส่อาหารลงไปแล้วนั้น มักจะเป็นฟองที่เกิดจากปฏิกิริยาของน้ำในอาหาร และน้ำมันที่กำลังร้อน ไม่ได้เกิดจากน้ำมันเดือนเอง และความร้อนที่เกิดขึ้นก็จะไม่สูงมากเท่ากับน้ำมันที่เดือดเอง

ทั้งนี้ สารพิษที่เกิดขึ้นในน้ำมันนั้น สังเกตจากสีของน้ำมันที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้มมาก จะมีสารโพลาร์มาก สารพิษดังกล่าวจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของตับ ไตได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาอาหาร และเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่คุณแม่ต้องเป็นคนปรุงอาหารให้กับลูกน้อยได้รับประทานในทุกวัน เราขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนจากกรรมวิธีการทอด เป็นการต้ม หรือนึ่งแทน น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของลูกน้อยมากกว่า ข้อดีขอาการต้มจะทำให้สารอาหารไปรวมกันอยู่ในน้ำ เมื่อลูกน้อยทานน้ำต้มกับข้าวก็จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารที่ได้อย่างเต็มที่ในเวลาอันรวดเร็ว แต่สำหรับคุณแม่ท่านใดที่ต้องการให้ลูกน้อยรับประทานอาหารประเภททอดบ้าง เราก็ขอแนะนำให้ทานเพียง 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็น่าจะเพียงพอแล้วล่ะค่ะ

========================

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/