ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ คือ ภาวะอักเสบอย่างเฉียบพลัน ของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างและส่วนบน ของระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ท่อปัสสาวะอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และกรวยไตอักเสบ

ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยในแม่ตั้งครรภ์ โดยจะแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะไม่ออก มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดบริเวณเอว เป็นต้น ทั้งนี้อาการต่าง ๆ จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันหากแม่ตั้งครรภ์มองข้าม และไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ผลที่ตามมาย่อมเกิดกับทารกในครรภ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ สาเหตุเกิดจากอะไร?

ในแม่ตั้งครรภ์มีปัจจัยการเกิดได้ง่ายหลายอย่าง ดังนี้ เกิดจากการที่มดลูกโตขึ้นแล้วไปกดหลอดไต ช่วงบริเวณขอบในของเชิงกราน ทำให้ปัสสาวะคั่งค้างอยู่ภายในไตและกรวยไต หรือเกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้น ทำให้การตึงและบีบตัวของหลอดไตลดลง ซึ่งเมื่อหลอดไตขยายตัวออกก็จะทำให้มีปัสสาวะค้าง จนเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี หรือ การที่แม่ตั้งครรภ์มีน้ำตาลเล็กน้อยในปัสสาวะ ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และในช่วงหลังคลอดใหม่ ๆ อาการนี้ก็สามารถพบได้บ่อยเช่นกัน

อาการของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

1.ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด รวมถึงมีหนองหรือเลือดปนออกมาด้วย ซึ่งหากมีการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น จะอาการอื่น ๆ เช่น มีไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย กดเจ็บบริเวณหลัง เป็นต้น ร่วมด้วย

2.การปวดนั้นหากปวดบริเวณบั้นเอว โดยอาจจะปวดทั้งสองข้าง หรือปวดข้างใดข้างหนึ่ง จนส่งผลให้ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย จะเป็นในกรณีที่ติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะอักเสบร่วมด้วย หรือหากมีการติดเชื้อมีการอักเสบของไตหรือท่อไตร่วมด้วย จะมีอาการปัสสาวะไม่ออกชั่วคราว หนาวสั่น อาเจียน คลื่นไส้ กดเจ็บบริเวณหลัง เนื่องจากไตบวม ซึ่งโดยมากจะเกิดในแม่ตั้งครรภ์ไตรมาส 3

3.เกิดจากความตึงเครียด วิตกกังวล ในแม่ตั้งครรภ์

การป้องกันและดูแลสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและถูกต้อง จะส่งผลกับสุขภาพครรภ์ตามมาหลายด้าน เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมไปถึงหากติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดภาวะไตของแม่ตั้งครรภ์ล้มเหลวนั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรหาทางป้องกันและรับมือดังนี้

1.ลดการติดเชื้อด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณวันละ 10 แก้ว

Sponsored

2.ไม่กลั้นปัสสาวะ เมื่อปวดปัสสาวะต้องเข้าห้องน้ำทุกครั้ง พยายามปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น ประมาณทุก  2  ชั่วโมง  รวมถึงควรมีการสังเกตลักษณะของสีปัสสาวะด้วย  ว่าปัสสาวะมีสีขาวขุ่น หรือมีสีเหลืองขุ่น หรือมีสีส้มหรือสีแดงคล้ายเลือดหรือไม่ เป็นต้น  ถ้ามีแสดงว่ามีความผิดปกติ

3.ไม่เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยควรนอนตะแคงซ้าย เพื่อไม่ให้มดลูกกดทับบนท่อไต ซึ่งจะส่งผลให้ปัสสาวะไหลได้ดีขึ้นนั่นเอง

4.ดูแลทำความจุดซ่อนเร้น โดยใช้น้ำเปล่าน้ำสะอาดจะดีที่สุด  และให้ทำความสะอาดจากด้านหน้ามาด้านหลัง เพื่อป้องกันแบคทีเรียจากจุดซ่อนเร้น เข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ

5.ควรสวมกางเกงในผ้าฝ้าย เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และลดการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรีย

6.ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซี  เพราะช่วยให้ปัสสาวะเป็นกรด ซึ่งสามารถลดการติดเชื้อซ้ำได้

7.ลดการใช้แผ่นอนามัยโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการอับชื้น ซึ่งมีผลต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

8.หากพบอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ปัสสาวะลำบาก  ไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย ปวดบริเวณบั้นเอว ปัสสาวะแสบขัด เป็นต้น ควรรีบปรึกษาหมอที่ฝากครรภ์

========================

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/