การ กระตุ้นพัฒนาการของทารก สำคัญไฉน? ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา จะสามารถรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวได้ดีนั้น ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ และสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ดี คุณแม่ควรพยายามสร้างบรรยากาศรอบ ๆ ตัวให้ดี

กระตุ้นพัฒนาการของทารก

เพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์ ได้พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณแม่ที่มีอารมณ์ดี จะส่งผลดีกับอารมณ์ของทารกด้วยเช่นกัน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะช่วยพัฒนาด้านเซลล์สมองให้สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งเมื่อเซลล์สมองเริ่มมีการพัฒนาโดย มีขนาดใหญ่ และมีเส้นใยประสาทมากขึ้น นั่นหมายถึง พัฒนาการของทารกในด้านอื่น ๆ ก็สามารถพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

แนวทางการเสริมสร้างและ กระตุ้นพัฒนาการของทารก ในครรภ์

  • พัฒนาการด้านการได้ยิน

พัฒนาการของทารกด้านการได้ยิน จะเริ่มก็ต่อเมื่อมีอายุครรภ์ได้ประมาณ 24 – 26 สัปดาห์ขึ้นไป ระบบการได้ยินของทารกจะเริ่มมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ โดยการรับรู้และตอบสนองต่อเสียงที่อยู่รอบตัวได้ ดังนั้นจึงมีการนำเอาเสียงภายนอกมาช่วยส่งเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ วิธีการนี้จะทำให้ทารกเคยชินกับเสียง และเป็นการพัฒนาภาษาไปพร้อมกันอีกด้วย

การใช้เสียงดนตรี จะช่วยกระตุ้นระบบด้านการได้ยินของทารกเป็นอย่างดี ซึ่งตามปกติแล้ว จะมีเสียงต่าง ๆ ผ่านเข้ามาถึงตัวทารกได้ตลอดเวลา เสียงที่เป็นสภาพแวดล้อมที่ดี จะทำให้ทารกเกิดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ที่ดีตามไปด้วย ดังนั้นการใช้เสียงดนตรี จึงช่วยให้เด็กทารกมีพัฒนาการทางด้านสมอง การได้ยิน และทางด้านอารมณ์ เพลงที่ใช้กระตุ้นพัฒนาการควรจะเป็นเพลงแนวคลาสสิก หรือเพลงไทยเดิม เพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่ฟังสบาย ๆ ทำให้ลดภาวะความตึงเครียด และลดภาวะความกดดันที่อยู่รอบตัวได้เป็นอย่างดี และเสียงหนึ่งที่สำคัญต่อลูกก็คือ เสียงของคุณแม่ คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ลูกเกิดความเคยชินและจดจำน้ำเสียงของแม่ได้

แนวทางในการปฏิบัติ

  1. ให้เปิดเพลงบรรเลงเย็น ๆ ทุกวันเป็นประจำ โดยเปิดเพลงวันละ 10 – 15 นาทีต่อครั้ง เมื่อเปิดเพลงซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ทารกจะคุ้นชิน และจดจำเพลงได้
  2. หลังคลอดควรเปิดเพลงเดินนั้นอีก จะช่วยให้ทารกไม่ร้องกวน และหลับง่ายขึ้น เนื่องจากความเคยชินต่อเสียงเพลงนี้ตั้งแต่ในครรภ์
  3. การพูดคุยเพื่อให้ลูกได้ยินเสียงของแม่ได้ชัดเจนขึ้น คุณควรนำกระดาษหนังสือพิมม์ มาม้วนให้เป็นรูปกรวย จากนั้นนำปลายที่กว้างวางลงบนหน้าท้อง แล้วคุณแม่ก็พูดคุยกับลูกโดยผ่านกรวยนั้น อย่างน้อย 10 นาทีต่อครั้ง ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้ลูกได้คุ้ยเคยกับเสียงของคุณแม่
  • พัฒนาการด้านความเคลื่อนไหว และความรู้สึก

ทารกจะมีการเคลื่อนไหวและได้รับการสัมผัสตลอดเวลาที่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่เคลื่อนไหวร่างกาย หรือลูบและสัมผัสทารกในครรภ์ผ่านทางหน้าท้อง ผิวของทารกจะสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูก ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นจะพัฒนาเส้นใยประสาทของสมองส่วนรับความรู้สึก เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ความไวในการรับรู้ของทารก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ใช้งานได้ดีในช่วงหลังคลอด ในขณะเดียวกันถือว่าเป็นการสร้างความอบอุ่น และความผูกพันระหว่างแม่และลูกน้อยอีกด้วย

การที่คุณแม่นั่งบนเก้าอี้ โยกไปมานั้น นอกจากเป็นการกระตุ้นเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวแล้ว ยังทำให้ทารกในครรภ์ได้ปรับตัวเข้าหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการปฏิบัติ

Sponsored
  1. ให้คุณแม่ลูบหน้าท้อง และนั่นโยกบนเก้าอี้ทันที เมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าในช่วงนี้ทารกยังไม่สามารถรับรู้ก็ตาม แต่จะเป็นผลดีกับคุณแม่ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกผูกพันกับทารกขณะลูบหน้าท้องตัวเอง
  2. เมื่ออายุครรภ์ได้ 5 เดือนขึ้นไป ระบบประสาททางการเคลื่อนไหวของทารก จะมีความพร้อมต่อการรับรู้การสัมผัสของคุณแม่ พอถึงช่วงเวลาดังกล่าว คุณแม่ก็จะปฏิบัติแบบนี้โดยอัตโนมัติ เพราะเริ่มทำตั้งแต่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์
  • พัฒนาการด้านการมองเห็น

ทารกสามารถพัฒนาเต็มที่ และรับรู้ผ่านการมองเห็นได้ก็เมื่อมีอายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ทางการแพยท์จะใช้แสงสว่างส่องผ่านเข้าไปถึงทารกในครรภ์ โดยผ่านทางปากมดลูก เพื่อดูการตอบสนองของอัตราการเต้นของหัวใจ และทดสอบความแข็งแรงสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย

หากการเต้นของหัวใจทารกเร็วขึ้นเมื่อส่องไฟ แสดงว่าทารกสามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าง เมื่อแพทย์ให้แสงสว่างแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจทารกไม่สูงขึ้น แสดงว่าทารกในครรภ์อาจมีปัญหาเกิดขึ้น สำหรับการใช้ไฟส่องผ่านทางหน้าท้องของมารดานั้น ยังไม่มีรายงานวิจัยทางการแพทย์ว่า สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกได้

แนวทางการปฏิบัติ

  1. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้กระตุ้นพัฒนาการทางด้านการมองเห็นนี้เอง คุณควรไปพบแพทย์ และขอคำปรึกษาหากเกิดปัญหาด้านการมองเห็นของลูกรัก
  2. ควรทำตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แต่หากเกิดความกังวลควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทันที ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของทารกในครรภ์ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะคุณแม่ ควรศึกษาเกี่ยวกับการกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ และปฏิบัติอย่างถูกต้อง ที่สำคัญควรทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย ลดความเครียด เพื่อป้องกันผลกระทบต่ออารมณ์ของทารกในครรภ์ได้

 

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/