เมื่อทราบว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็คงจะเกิดความกังวลไม่น้อย เพราะนั่นหมายถึงว่าลูกจะไม่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเจริญเติบโตหรือด้านการพัฒนาการทางสมองก็ตาม แต่ทั้งนี้การเอาแต่เป็นกังวลอย่างเดียวก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นมาได้ ทางที่ดีมาเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กพิเศษอย่างถูกวิธีกันดีกว่า แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนเลย ว่าเด็กพิเศษหมายถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านไหนบ้าง

เมื่อลูกเป็นเด็กพิเศษ

เด็กพิเศษ….คือ ?

เด็กพิเศษ ก็คือเด็กที่มีความบกพร่องไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านสติปัญญา การเข้าสังคม การเจริญเติบโตหรืออื่นๆ ซึ่งเด็กเหล่านี้มักจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และมีสติปัญญาที่ด้อยกว่าเด็กปกติทั่วไปเป็นอย่างมาก ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและใส่ใจมากเป็นพิเศษ โดยเราสามารถแบ่งเด็กกลุ่มนี้ได้เป็น 9 กลุ่มคือ

  1. เด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา คือมีระดับไอคิวต่ำกว่า 70 เรียนรู้ได้ช้า
  2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการบกพร่องตั้งแต่กำเนิดหรือมีเหตุให้เกิดความบกพร่องในภายหลัง
  3. เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น คือ ตาบอด มองเห็นแบบเลือนลาง หรือตาบอดสี
  4. เด็กที่บกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพ หมายถึงเด็กที่มีอวัยวะไม่ครบ 32 ประการและมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่กำเนิด
  5. เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา เช่นพูดไม่ชัด พูดด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง หรือเป็นใบ้
  6. เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ส่วนใหญ่จะมีอารมณ์รุนแรงและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
  7. เด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนรู้ ซึ่งมักจะเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน หรืออาจไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่ใดสิ่งหนึ่งได้เลย
  8. เด็กออทิสติก เป็นเด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรง ทั้งการสติปัญญาและการเข้าสังคม รวมถึงมีปัญหาในด้านการสื่อสารด้วย
  9. เด็กพิการซ้อน คือมีความพิการหรือผิดปกติมากกว่า 1 อย่างนั่นเอง


มีวิธีการดูแลเด็กพิเศษอย่างไร

สำหรับการดูแลเด็กพิเศษเหล่านี้ พ่อแม่จะต้องมีความใจเย็นพอสมควรและมีเวลามากพอที่จะดูแลลูกอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ ซึ่งก็มีคำแนะนำในการดูแลเด็กพิเศษดังนี้

1.ทำความเข้าใจกับความผิดปกติของลูก

เพราะเด็กแต่ละคน แม้ว่าจะมีความผิดปกติในด้านเดียวกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะมีพฤติกรรมที่เหมือนกันไปซะหมด ดังนั้นอันดับแรกพ่อแม่จึงควรทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของลูกก่อน เพื่อดูว่าลูกมีความบกพร่องในเรื่องไหนบ้าง เพื่อจะได้ทำการดูแลอย่างเร่งด่วน และด้านไหนที่ลูกสามารถทำได้ดี เพื่อจะได้ส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น และสามารถชดเชยกับความบกพร่องที่เกิดขึ้นได้นั่นเอง ทั้งนี้การหมั่นสังเกตและทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของลูก ก็จะทำให้พ่อแม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย

2.ดูแลด้วยความรักและความใส่ใจ

เด็กพิเศษมักจะต้องการความรักความใส่ใจมากกว่าเด็กปกติทั่วไป ดังนั้นพ่อแม่จึงควรดูแลเขาด้วยความรัก และช่วยกันดูแลทั้งครอบครัว ไม่ใช่มอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลเท่านั้น เพราะนั่นอาจจะทำให้เกิดช่องว่างจนเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ทั้งยังทำให้เด็กไม่ได้รับความอบอุ่นเท่าที่ควรอีกด้วย

3.สอนให้เขาเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป

Sponsored

เพราะสติปัญญาและความสามารถของเด็กกลุ่มนี้จะด้อยกว่าเด็กปกติ ดังนั้นจึงควรสอนให้เขาได้เรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป และหมั่นสอนแบบย้ำๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น และที่สำคัญควรเลือกเทคนิคและวิธีในการสอนให้เหมาะกับความบกพร่องของเด็กด้วย เช่นเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน ก็อาจต้องสอนด้วยภาษามือหรือเขียนข้อความลงในกระดาษ เด็กที่บกพร่องทางอารมณ์ ก็ต้องเน้นการทำกิจกรรมที่จะเพิ่มความสนุกสนาน และทำให้เด็กผ่อนคลาย อารมณ์ดี และที่สำคัญที่สุด ก็คือการสอนให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเองในบางเรื่องนั่นเอง

เมื่อทราบว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ สิ่งที่ควรทำก็คือการดูและใส่ใจเขาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ก็อาจจะขอคำแนะนำจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางในการเลี้ยงดูลูกที่เป็นเด็กพิเศษอย่างเหมาะสมมากขึ้น

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.แพ้ท้องระดับไหน เช็คสิ อาการแพ้ท้องของคุณ รุนแรงหรือไม่

2.10 อาหารวิตามินบี 6 สูง ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ดี