อาการแพ้ถั่วเหลืองนั้น เป็นอาการแพ้อาหารชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากอาหารประเภทถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของถั่วเหลือง โดยคนที่แพ้นั้น มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงจำเป็นที่พ่อแม่ต้องรู้ถึงสาเหตุการเกิด รวมทั้งวิธีรักษาและป้องกัน ในกรณีที่ลูกน้อยของตนมีอาการแพ้นั่นเอง

อาการแพ้ถั่วเหลืองในเด็ก เกิดจากอะไร?

อาการแพ้ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารบางชนิดในถั่วเหลืองอย่างรุนแรง โดยเมื่อร่างกายได้รับสารบางอย่างจากถั่วเหลือง ร่างกายจะผลิตแอนติบอดีออกมา เพื่อกำจัดสารที่อยู่ในถั่วเหลือง หซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือความผิดปกติขึ้น

อาการแพ้ถั่วเหลืองในเด็ก เป็นอย่างไร

อาการแพ้แบ่งออกได้ ตามระดับความรุนแรง ดังนี้

1.อาการแพ้ทั่วไป

อาการแพ้ถั่วทั่วไป ก็เหมือนกับการแพ้อาหารประเภทอื่นๆ โดยแสดงออกตามร่างกายแตกต่างกันไป อย่างเช่น อาการแพ้ตามผิวหนัง จะทำให้มีอาการผื่น หรือลมพิษขึ้น รวมทั้งอาการบวมที่มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและลำคอ ส่วนอาการแพ้ที่เกิดขึ้นที่ระบบหายใจ จะทำให้มีอาการน้ำมูกไหล หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด รวมทั้งอาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นเพียงอาการทั่วไป แต่อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรสังเกตและดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

2.อาการแพ้อย่างรุนแรง

อาการแพ้ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรืออาการแพ้แบบเฉียบพลันนั้น ถ้าพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ ควรพาไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ เช่น หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ชัก ช็อก หมดสติ เป็นต้น

การวินิจฉัยว่าลูกแพ้ถั่วเหลืองหรือไม่

เมื่อสงสัยว่าลูกอาจมีอาการแพ้ถั่วเหลือง ควรนำเด็กไปตรวจกับแพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้ เพื่อการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง โดยแพทย์จะมีวิธีการตรวจดังนี้

1.ซักถามประวัติ

ในขั้นตอนแรกนี้ แพทย์จะสอบถามประวัติบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ทราบว่าบุคคลในครอบครัวมีใครแพ้อาหารหรือไม่ ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถประเมินแนวโน้มหรือความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้อาหารของลูกได้

2.ตรวจร่างกาย

ในการประเมินเบื้องต้น แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย โดยสังเกตอาการแพ้ที่เกิดขึ้นก่อน เช่น ผื่นที่ขึ้น เพื่อแยกแยะว่าเกิดจากการแพ้อาหารจริงหรือไม่

3.ทดสอบทางผิวหนัง

การทดสอบทางผิวหนัง หรือที่เรียกว่า skin prick test เป็นการทดสอบ ด้วยวิธีการนำเข็มไปสะกิดลงบนผิวหนัง และหยดสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ลงไป เพื่อดูการตอบสนองของผิวหนัง ซึ่งผู้ที่จะเข้ารับการทดสอบนั้น จะต้องงดกินยาแก้แพ้ก่อนตรวจ 1 สัปดาห์ และหลังทำการทดสอบ จะสามารถทราบผลได้ใน 30 นาที

4.ตรวจเลือด

การตรวจเลือดนั้น มักจะทำในกรณีที่ไม่สามารถทดสอบอาการแพ้ถั่วทางผิวหนังได้ เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถหยุดกินยาแก้แพ้ได้ หรือยังมีผื่นขึ้นตามร่างกายอยู่ ซึ่งการเจาะเลือดนั้น เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้หรือแอนติบอดีในเลือด โดยการตรวจเลือดจะทำในห้องปฏิบัติการและจะทราบผลใน 3 สัปดาห์

Sponsored

5.ทดสอบโดยการให้กินอาหารที่คาดว่าแพ้

เมื่อสงสัยว่าเด็กจะแพ้ถั่วเหลือง แพทย์อาจทดสอบด้วยการให้ลองกินถั่วเหลืองในปริมาณน้อยๆ ก่อน คือ 5-10%ของปริมาณที่กินตามปกติ แล้วสังเกตอาการ โดยถ้าไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้น จะเพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 15 นาที ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้กับเด็กที่ไม่ได้มีอาการแพ้รุนแรง และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

วิธีดูแลรักษา เมื่อลูกแพ้ถั่วเหลือง

เด็กที่มีอาการแพ้ถั่วเหลืองนั้น มีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โดยเด็กที่มีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรง การรักษาจะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น เช่นการให้ยาแก้แพ้เมื่อเกิดผื่นคัน หรือลมพิษ ร่วมกับการให้ยาตัวอื่นๆ เพื่อรักษาอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ยาลดน้ำมูก ยารักษาโรคหอบ ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ที่รุนแรง จะมีวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือการใช้ยาฉีดเอพิเนฟรีนที่มาในรูปแบบปากกาสำหรับพกพา ซึ่งต้องได้รับการสอนวิธีการฉีดด้วยแพทย์และพยาบาลเท่านั้น และหลังจากฉีดยาแล้ว ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลในทันที

โดยตามปกติแล้วอาการแพ้ถั่วเหลือง ที่พบในเด็กนั้น แม้ว่าเด็กบางคน เมื่อโตขึ้นแล้ว อาการแพ้จะหายเป็นปกติ แต่อีกหลายคนก็ไม่หาย ดังนั้นจึงต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้น เพื่อการรักษาได้ทันท่วงที

ป้องกันลูกน้อยจากอาการแพ้ได้อย่างไร

เมื่อสงสัยว่าลูกอาจแพ้ถั่วเหลือง ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ และเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าลูกแพ้ถั่วเหลือง สิ่งแรกที่ควรทำ คือการหลีกเหลี่ยงอาหารที่เป็นถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี๊ยว น้ำเต้าหู้ น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งพ่อแม่จำเป็นต้องใส่ใจในการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปกินอาหารนอกบ้าน เช่น สังเกตจากฉลากข้างบรรจุภัณฑ์ หรือสอบถามผู้ประกอบอาหารว่ามีส่วนผสมของถั่วเหลืองหรือไม่ นอกจากนี้เมื่อเด็กเริ่มต้องไปโรงเรียน ควรทำป้ายติดอกเสื้อ หรือทำป้ายรัดที่ข้อมือเพื่อระบุว่าเด็กมีอาการแพ้ถั่วเหลือง ให้โรงเรียนทราบ ยิ่งในกรณีที่เด็กมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง จำเป็นต้องให้เด็กพกพายาฉีดเอพิเนฟรีนเอาไว้ เผื่อในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขี้น

การแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะอาจนำอันตรายมาสู่ชีวิตของลูกได้ ดังนั้นแค่เพียงเกิดข้อสงสัยว่าลูกมีอาการแพ้อาหารจริงหรือไม่ ควรพาลูกไปรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องในทันที และนอกถั่วเหลืองแล้วก็ยังมีอาหารที่ลูกอาจแพ้ได้ง่ายอีกหลายชนิดเลยทีเดียว

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about growing up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.ทำไมลูกถึงแพ้นมวัว? มาทำความเข้าใจกับอาการแพ้นมวัว สารก่อการแพ้ และภูมิแพ้ต่างๆ

2.อาการแพ้นมวัวในเด็ก การสังเกตและวิธีป้องกันที่คุณแม่ต้องรู้