การที่ลูกเป็นหวัด คัดจมูก มีน้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก บางครั้งก็นอนหายใจทางปาก คุณแม่จะมีความรู้สึกเป็นห่วงลูกและกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาหรือป่วยเป็นอะไรกันแน่ ซึ่งหากพบว่าลูกมีอาการแบบนี้ ให้คุณแม่ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่าลูกน้อยอาจจะเป็น ไซนัสอักเสบ ก็ได้ ซึ่งอาการของโรคนี้เป็นอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษา ป้องกันอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

ไซนัสอักเสบ เกิดจากอะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับไซนัสกันก่อน ซึ่งไซนัสคือโพรงอากาศ ที่อยู่ในกะโหลก ศีรษะ และบริเวณใบหน้า โดยจะมีโพรงอากาศทั้งหมด 4 คู่ ซึ่งทางวงการแพทย์เชื่อกันว่า โพรงอากาศเหล่านี้มีหน้าที่

  1. ทำให้กะโหลกศีรษะมีน้ำหนัก
  2. ทำให้เสียงมีความก้องกังวาลมากยิ่งขึ้น
  3. และแพทย์บางคนเชื่อว่า จะช่วยปรับอุณหภูมิและความชื้นของอากาศก่อนผ่านเข้าสู่ปอดต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ไซนัสอักเสบ ก็เกิดจากการที่โพรงอากาศไซนัสมีรูเปิดที่มีขนาดเล็ก และอยู่สูงกว่าโพรงไซนัสเกิดการอุดตันจนมีอาการบวมของเยื่อบุ ส่งผลให้มีการคั่งค้างของน้ำมูกภายในโพรงจมูกและเชื้อโรคเจริญเติบโตขึ้นมา จึงทำให้เกิดการอักเสบได้นั่นเอง

อาการของโรค

ไซนัสอักเสบ อาการเป็นอย่างไร โดยช่วงแรกอาจจะมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ถ้าสังเกตให้ดีคุณแม่จะพบอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

  1. น้ำมูกไหล โดยน้ำมูกมักมีสี ตั้งแต่สีขาวข้น สีเหลืองหรือสีเขียว
  2. มีอาการไอ ซึ่งเกิดจากเมือกหรือหนองไหลลงคอ จนกระตุ้นให้เกิดอาการไอ โดยจะมีอาการมากในเวลานอนตอนกลางคืน
  3. การคัดจมูกและแน่นจมูก หายใจลำบาก
  4. เด็กบางรายจะมีอาการ ปวดรอบๆ จมูก รวมถึงบริเวณหัวคิ้วและหน้าผาก
  5. เด็กมีอาการร้อนๆ หนาวๆ คล้ายกับเป็นไข้
  6. เมื่อลูกหายใจออกมาจะมีกลิ่นเหม็น เพราะกลิ่นหนองที่อยู่ในโพรงจมูก รวมถึงการรับรู้กลิ่น จะไม่ดีหรือไม่ได้กลิ่นเลย

วิธีการดูแลรักษา เมื่อลูกเป็นโรคไซนัส

กรณีที่ลูกป่วยเป็นโรคไซนัสอักเสบ แพทย์จะเลือกการรักษารักษาด้วยวิธีเหล่านี้

  1. ให้ยาฆ่าเชื้อโรค โดยคุณแม่จะต้องให้ลูกกินยาอย่างต่อเนื่องและนานตามระยะเวลาที่หมอสั่ง จนกว่าอาการอักเสบของโพรงไซนัสจะหายซึ่งส่วนใหญ่จะนานถึง 1 เดือนถึงเดือนครึ่ง
  2. ใช้วิธีการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือหรือพ่นยา เพื่อให้หนองในโพรงจมูกได้ไหลออกมา
  3. พยายามให้เด็กที่ป่วยด้วยไซนัสอักเสบ หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้จมูก ซึ่งเป็นเหตุให้จมูกบวม และมีอาการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะสารกระตุ้นพวก ไรฝุ่น ควันบุหรี่ หรือแม้แต่เชื้อจากคนรอบข้างรวมถึงการไปในที่แออัดและการว่ายน้ำในสระ
  4. กรณีเด็กที่มีอาการดื้อยา แพทย์อาจจะต้องใช้ยาที่แรงขึ้น เพื่อจะได้รักษาให้หาย รวมถึงการใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น ยาลดบวม เพื่อช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุจมูก รวมถึงยาละลายเสมหะ ที่จะทำให้น้ำมูกและเสมหะมีความเหนียวข้นน้อยลง จึงลดอาการคั่งค้างของน้ำมูกและโพรงไซนัสได้ดี แต่ถ้าหากเด็กมีน้ำมูกเหนียวข้นมาก บางครั้งแพทย์ก็จะแนะนำให้สูดดมไอน้ำ เพื่อให้ไออุ่นของน้ำที่สูดดมเข้าไปช่วยให้น้ำมูกละลาย และไหลออกมาได้ง่ายขึ้น

การป้องกันไม่ให้เกิดไซนัส ทำได้อย่างไร

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดไซนัสอักเสบก็มาจากการเป็นไข้หวัด ดังนั้นเพื่อป้องกันลูกน้อยจากอาการไซนัสอักเสบ ก็ต้องปฏิบัติดังนี้

  1. ชวนลูกน้อยไปออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ
  2. ให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ พยายามอย่าให้ลูกนอนดึกบ่อย
  3. เลือกโภชนาการอาหารที่ดีให้กับลูก โดยให้เขาได้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง
  4. หลีกเลี่ยงอย่าให้ลูกน้อยอยู่ใกล้คนที่เป็นหวัด
  5. เมื่อลูกเป็นหวัดก็ควรจะพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอาการไข้หวัดให้หายขาด อย่าปล่อยไว้นานเพราะอาจเกิดอาการไซนัสอักเสบตามมา
  6. ถ้าลูกเป็นภูมิแพ้ ก็ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ประเภทต่างๆ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการหวัดเรื้อรังจนลุกลาม ไปเป็นไซนัสอักเสบได้

ภาวะแทรกซ้อน ของไซนัสอักเสบ

ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องจะทำให้โพรงไซนัสอักเสบ มีอาการแทรกซ้อน ลุกลามเข้าสู่ลูกตาจนทำให้เกิดโรคตาอักเสบได้ หรือในบางรายเชื้อลุกลามไปสู่สมองเกิดเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นฝีในสมองได้เหมือนกัน ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้ ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อยนักแต่ก็อันตรายมาก โดยอาจทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด

Sponsored

สรุป

โรคไซนัสอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่ที่พบได้มากในวัยเด็กก็มีสาเหตุมาจากการที่เด็กมักจะเป็นหวัดบ่อยและเป็นเรื้อรังจนเชื้อโรคลุกลามเข้าไปในโพรงไซนัสนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าลูกกำลังป่วยเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าลูกมีอาการป่วยหรืออาการผิดปกติใดๆ ก็ควรพาไปพบแพทย์ในทันที

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.หัดกุหลาบ โรคนี้เป็นอย่างไร อันตรายต่อลูกน้อยมากแค่ไหน

2.โรคภูมิแพ้ตัวเอง คุณแม่รู้ไหม ลูกน้อยก็อาจเป็นได้