ส่าไข้ เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้มากในเด็กเล็ก ซึ่งก็จะมีขื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น หัดดอกกุหลาบ ไข้ผื่นกุหลาบในทารก และหัดกุหลาบ เป็นต้น ซึ่งเมื่อ ลูกเป็นส่าไข้ จะมีความอันตรายหรือไม่ และมีวิธีการรักษาอย่างไร เราก็ได้รวบรวมข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับอาการป่วยของเด็กที่เป็นส่าไข้มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทำความเข้าใจกันด้วย โดยมีข้อมูลดังต่อไปนี้

ลูกเป็นส่าไข้ โรคนี้คืออะไร อันตรายหรือไม่

โรคส่าไข้ เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มักจะพบได้บ่อยมากในเด็กทารกแทบทุกคน โดยโรคนี้จะมาพร้อมกับอาการไข้สูงของลูกน้อย ซึ่งก็เป็นโรคที่มีความเป็นเอกลักษณ์มากทีเดียว เพราะในวันที่ไข้ลดลง จะปรากฏผื่นแดงขึ้นมาตามตัวของลูก จึงทำให้พ่อแม่รู้สึกตกใจและกังวลเป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุของโรคนั้น คาดว่าน่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด ไวรัสฮิวแมนเฮอร์ปีส์ชนิด 6 โดยจะแสดงอาการออกมาหลังจากที่ติดเชื้อประมาณ 5-15 วันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม โรคนี้มักจะไม่มีความร้ายแรงและจะหายเป็นปกติได้เอง เพียงแต่ต้องระมัดระวังในช่วงที่ลูกมีไข้สูง อย่าให้เกิดการชักเพราะอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

อาการของโรคส่าไข้

ในเด็กที่ป่วยเป็นโรคส่าไข้ จะมีอาการป่วยที่แสดงให้เห็นได้ชัด โดยสังเกตได้ดังนี้

  • มีไข้สูงอย่างฉับพลัน ซึ่งส่วนใหญ่จะสูงมากถึง 39.5 – 40.5 องศาเซลเซียส
  • มีอาการตัวร้อนตลอดเวลา แม้ว่าจะกินยาลดไข้ไปบ้างแล้ว ก็ยังคงตัวร้อนอยู่
  • มีอาการกระสับกระส่าย งอแงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถดื่มนม ดื่มน้ำได้ตามปกติ
  • หลังจากมีไข้สูง 3-5 วัน ไข้จะเริ่มลดลง และปรากฏผื่นเดงขึ้นตามตัว ซึ่งในเด็กบางคนอาจเป็นผื่นนานถึง 2 วัน แล้วค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางคนก็อาจไม่มีผื่นแดงขึ้นตามตัวเลย หรือมีน้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็นได้เหมือนกัน

วิธีการรักษาเมื่อลูกป่วยด้วยโรคส่าไข้

เมื่อลูกป่วยเป็นโรคส่าไข้ จะมีวิธีการรักษาและดูแลลูกน้อยอย่างไร เรามีวิธีมาแนะนำดังนี้

1.เช็ดตัวเพื่อลดไข้อยู่เสมอ

อย่างที่บอกไปแล้วว่า โรคส่าไข้ไม่ได้มีความร้ายแรงมากนัก และจะหายไปเองได้ในที่สุด แต่ในกรณีที่มีไข้สูง ก็เสี่ยงต่อการชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าว จึงควรเช็ดตัวให้ลูกเพื่อลดไข้ให้ต่ำลงอยู่เสมอ รวมถึงให้ลูกได้กินยาแก้ไข้สำหรับเด็กทุก 4-6 ชั่วโมงด้วย ก็จะช่วยป้องกันอันตรายจากอาการไข้สูงได้

2.ให้ลูกดื่มน้ำหรือนมมากๆ

การให้ลูกดื่มน้ำหรือนมมากๆ จะช่วยระบายความร้อนในร่างกายของลูกได้ดี ซึ่งก็จะช่วยลดอาการไข้ของลูกลงได้ แต่ทั้งนี้ควรให้ดื่มแบบทีละน้อย แต่ดื่มบ่อยๆ ไม่ควรให้ลูกดื่มน้ำปริมาณมากในทีเดียว เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้นั่นเอง

3.หากมีอาการรุนแรง ให้พาไปพบแพทย์ทันที

Sponsored

ในกรณีที่อาการป่วยของลูกไม่ดีขึ้นเลย ยังคงมีไข้สูงอยู่เสมอ มีอาการซึมจัด กระสับกระส่าย หายใจหอบ เป็นจ้ำเขียวหรือมีอาการอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ในทันที เพราะนั่นอาจเกิดจากการมีภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้ออื่นๆ ที่ทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้นั่นเอง โดยเฉพาะหากมีไข้สูงเกินกว่า 4 วัน ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด

4.ดูแลรักษาตามอาการ

เป็นวิธีการรักษาที่นิยมใช้โดยทั่วไป ซึ่งโรคส่าไข้นั้น แพทย์ส่วนใหญ่จะให้ทำการรักษาตามอาการป่วยของเด็ก เพราะโรคนี้สามารถหายได้เอง เพียงแต่ต้องช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลง จึงต้องรักษาไปตามอาการ ดังนั้นคุณแม่ต้องคอมสังเกตอาการป่วยของลูกอยู่เสมอ เพื่อที่จะทำการรักษาและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธี

โรคส่าไข้ในเด็ก แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรงหรืออันตรายมากนัก แต่ก็ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัวได้มากทีเดียว ดังนั้นจึงควรให้ความใส่ใจและดูแลรักษาลูกไปตามอาการ อย่างไรก็ตามหากลูกมีไข้สูงจนเกินไป และมีอาการผิดปกติอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะรุนแรงร่วมด้วย ควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนโดยที่คุณแม่ไม่รู้ตัวนั่นเอง

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.10 เคล็ดลับการตั้งครรภ์ ท้องแรก ที่คุณแม่ควรปฏิบัติ

2.10 ความเชื่อคนท้อง ที่คุณแม่ควรรู้ เช็คสิมีอะไรบ้าง