ป้องกันทารกในครรภ์พิการ ด้วยกานทานกรดโฟลิก ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์ทุกคน ซึ่งแม่ตั้งครรภ์ในประเทศทางแถบตะวันตกรู้จักกันดี ที่สำคัญมีการรณรงค์ให้แม่ตั้งครรภ์รับประทานกรดโฟลิกให้เพียงพอตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ กรดโฟลิกมีดีอย่างไร และช่วย ป้องกันทารกในครรภ์พิการ ได้อย่างไร? ติดตามอ่าน

ชวนคุณแม่ทำความรู้จัก “กรดโฟลิก”

กรดโฟลิก (Folic acid) เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ในผักใบเขียวทั่วไป  กรดโฟลิกมีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ใหม่ ๆ ช่วยให้โครงสร้างสมองสมบูรณ์ ช่วยในการดูดซึมน้ำตาลและโปรตีน และเป็นส่วนสำคัญของการสร้างเม็ดเลือด แม่ตั้งครรภ์ต้องการปริมาณโฟลิกในร่างกาย 600 ไมโครกรัม/วัน

แม่จ๋ารู้ไหม!!!รับประทานโฟลิกช่วย ป้องกันทารกในครรภ์พิการ

กรดโฟลิกมีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ เรียกว่าตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิทีเดียวค่ะ คือ

1. กรดโฟลิกจะช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ให้เป็นไปอย่าสมบูรณ์ และช่วยจัดการโครงสร้างของสมองทารกให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ด้วย

2. หากคุณแม่ขาดโฟลิกในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกหลังปฏิสนธิ มีโอกาสเสี่ยงทำให้สมองของทารกในครรภ์บกพร่อง เพราะสมองของทารกในช่วงนี้กำลังจัดตัวเป็นหลอดเหมือนหลอดกาแฟเกิดเสียหายบกพร่อง ทำให้ทารกที่เกิดมามีสมองพิการ (NTD – Neural Tube Defects) เช่น เป็นโรคสมองเปิด คือ เกิดช่องโหล่ที่ปลายสมอง เพราะหลอดเลือดสร้างตัวไม่สมบูรณ์ ทำให้เดินไม่ได้ ควบคุมระบบขับถ่ายไม่ได้ คล้าย ๆ กับผู้ที่เป็นดาวน์ซินโดรม หรืออาจเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือมีความพิการที่แขน ขา ปอด กระดูก หัวใจ ได้

3. ภาวะที่ร่างกายของแม่ขาดโฟลิกยังเป็นพันธุกรรมถ้าปู่ย่าตายายเคยมีลูกพิการทางสมองแบบ NTDs ลูกหลานจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ หรือลูกคนแรกเป็น คนต่อมาก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคนี้เช่นกัน กรณีแบบนี้คุณแม่ต้องได้รับกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ในปริมาณที่มากกว่าแม่ท้องทั่วไปนะคะ

เกร็ดน่ารู้

การรับประทานโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรค NTDs ได้ถึงร้อยละ75 นอกจากนี้ยังพบว่าโฟลิกมีส่วนช่วยป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษด้วย

รับประทานอย่างไรให้ได้โฟลิกเพียงพอ

ตามที่ได้ทราบกันแล้วนะคะว่า กรดโฟลิกมีความสำคัญต่อทารกในครรภ์ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิกันเลยทีเดียว ดังนั้น แม่ท้องต้องรับประทานโฟลิกให้เพียงพอ มีคำแนะนำ ดังนี้ค่ะ

Sponsored
  1. ในกรณีที่จะวางแผนมีลูกหรือก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ควรรับประทานโฟลิกอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตั้งครรภ์แล้วควรรับประทานโฟลิกต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน หรือจะรับประทานเรื่อยไปตลอดการตั้งครรภ์ก็ได้ค่ะ แอบบอกว่า ผู้เขียนเองก็รับประทานไปจนคลอดเลยค่ะ
  2. ปริมาณโฟลิกที่แม่ตั้งครรภ์ควรได้รับคือ วันละ 0.4 มิลลิกรัมหรือราว 1 ใน 6 ส่วนของอาหารที่รับประทานในแต่ละวันก็เพียงพอค่ะ
  3. กรดโฟลิกชนิดเม็ดที่คุณหมอจัดให้แม่ตั้งครรภ์ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่า ไม่ส่งผลข้างเคียงใด ๆ และไม่มีผลสะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายจะมีกลไกกำจัดส่วนเกินไปเองโดยธรรมชาติ
  4. อาหารไทยในบ้านเราเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บล็อกโคลี่ เห็ด ตับ ถั่วที่มีสีเขียว มันฝรั่ง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท กล้วย ส้ม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น

เรื่องน่ารู้

  • ตับ มีกรดโฟลิกมากแต่ไม่ควรรับประทานมากนะคะ เพราะมีวิตามินเอสูง อาจทำให้ทารกพิการเมื่อแรกเกิด สำหรับผู้ที่รับประทานวิตามินเอเพื่อรักษาโรคตาหรือโรคผิวหนังควรระมัดระวังในการรับประทาน ที่สำคัญควรปรึกษาคุณหมอหากไม่มั่นใจ
  • ผักใบเขียวควรรับประทานสด ๆ หรือลวกเร็ว ๆ เพราะความร้อนจะทำลายกรดโฟลิกในผักใบเขียว

ปริมาณกรดโฟลิกในอาหาร


ตับวัว 100 กรัม                =          200      ไมโครกรัม
ไข่ 1 ฟอง                         =          23        ไมโครกรัม
บร็อกโคลีสุก 1 ถ้วย         =          78        ไมโครกรัม
น้ำส้มคั้นสด ½ ถ้วย        =          55        ไมโครกรัม
อะโวคาโด 100 กรัม        =          11        ไมโครกรัม

กล้วยหอม 1 ผลขนาดกลาง          =          24        ไมโครกรัม
ผักกาดหอมสด 1 ถ้วยตวง            =          76        ไมโครกรัม
ผักโขมสุก ½ ถ้วยตวง                 =          135      ไมโครกรัม
กระเจี๊ยบเขียวต้ม ½ ถ้วย             =          135      ไมโครกรัม
ข้าวกล้อง (ซ้อมมือ) หอมมะลิ      =          62.53   ไมโครกรัม
สับปะรดศรีราชา                           =          300.54 ไมโครกรัม
มะละกอแขกดำสุก                        =          255.88 ไมโครกรัม

ได้ทราบถึงความสำคัญของกรดโฟลิกกันแล้วว่ามีผลต่อการสร้างและแบ่งเซลล์และสมองของทารกในครรภ์อีกทั้งช่วยป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น คุณแม่อย่าพลาดที่จะรับประทานกรดโฟลิกในระหว่างตั้งครรภ์นะคะ หรือจะให้ดีรับประทานก่อนล่วงหน้าเมื่อคุณแม่วางแผนจะมีบุตรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.10 อาหารแคลเซียมสูง จำเป็นต่อคนท้องและแม่ให้นมลูก

2.อาหารที่คนท้องควรกิน และไม่ควรกิน สำหรับคนท้องกรุ๊ปเลือด B