ตั้งครรภ์เกินกำหนด การตั้งครรภ์เกิดกำหนดเป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านเกิดความกังวลอย่างมาก ซึ่งเกิดจากความไม่รู้ ความไม่เข้าใจว่า “การตั้งครรภ์เกินกำหนด” นั้นเป็นอย่างไร และสาเหตุจริง ๆ เกิดมาจากอะไร

ตั้งครรภ์เกินกำหนด

เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้เราจึงของนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์เกินกำหนด และปัญหาดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากเพียงใด มาดูข้อมูลเหล่านี้ไปพร้อม ๆกันเลยค่ะ

ตั้งครรภ์เกินกำหนด

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์เกินกำหนด

การตั้งครรภ์เกินกำหนด (Post term pregnancy, Prolonged pregnancy) เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีอายุครรภ์ 42 สัปดาห์ หรือมากกว่า 42 สัปดาห์ขึ้นไป โดยเริ่มนับจากวันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย (Last menstrual period) ตามปกติแล้วระยะเวลาในการตั้งครรภ์ หรือ กำหนดวัดคลอดนั้น จะอยู่ที่ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วันพอดี (นับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายแล้วบวกไปอีก 280 วัน) แต่สำหรับในทางการแพทย์ถือว่าคลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนดวันคลอด 2 สัปดาห์ นั่นคือ ระหว่าง 38 – 42 สัปดาห์ ยังอยู่ในระยะที่ถือว่าเป็นการคลอดตามกำหนด เพราะในความเป็นจริงจะมีคุณแม่เพียง 5 – 6% เท่านั้นที่คลอดลูกตามวันครบกำหนดแบบพอดี

สาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์คลอดเกินกำหนด

ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดในเรื่องนี้ค่ะ แต่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติ หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่พบในทารกในครรภ์พิการบางอย่าง เช่น ทารกไม่มีกะโหลกศีรษะ (Anencephaly), ต่อมใต้สมองผิดปกติ, ต่อมหมวกไตฝ่อ และการขาดฮอร์โมน Placental sulfates deficiency ทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมีน้อยลง คุณแม่จึงไม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด รวมถึงปากมดลูกไม่พร้อมที่จะนำไปสู่กระบวนการคลอดนั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสคลอดเกินกำหนด

Sponsored
  • คุณแม่จำประวัติประจำเดือนได้ไม่แม่นยำ จนทำให้เกิดการคำนวณอายุครรภ์คลาดเคลื่อน ซึ่งสามารถพบได้บ่อย ๆ ของการตั้งครรภ์เกินกำหนด
  • คุณแม่เคยมีประวัติการตั้งครรภ์เกินกำหนดมาก่อน หรือคนในครอบครัวมีประวัติในการตั้งครรภ์เกินกำหนดมาก่อน ก็มีโอกาสที่จะพบได้เช่นกัน
  • ทารกในครรภ์มีความพิการ มีภาวะที่ไม่มีสมองหรือกะโหลกศีรษะ (Anencephaly) ทารกมีภาวะต่อมหมวกไตฝ่อ และทารกไม่มีต่อมใต้สมอง
  • การขาดฮอร์โมน Placental sulfates deficiency

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์คลอดเกินกำหนด

  • ในกรณีที่รกยังทำงานเป็นปกติ ถึงแม้ว่าอายุครรภ์จะเกินกำหนดแล้วก็ตาม จึงส่งผลให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตมากขึ้น และคลอดได้ยากขึ้น หากเป็นเช่นนี้คุณแม่จะมีความเสี่ยงต่อการทำสูติศาสตร์หัตถการ เช่น การผ่าตัดทำคลอด การใช้เครื่องดูดสูญญากาศช่วยคลอด และการใช้คีมช่วยคลอด
  • ปัญหารกเสื่อมสภาพ (Placental dysfunction) ในกรณีนี้ เพราะอายุครรภ์เกินกำหนด ทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนเรื้อรัง จนทำให้เลือดไม่สามารถส่งไปยังทารกได้ ทารกจึงไม่เจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเข้าสู่กระบวนการเจ็บครรภ์จริง จะมีการหดรัดตัวของมดลูกมาเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการกดทับจนทารกในครรภ์มีภาวะเครียด (Fetal distress) และส่งผลให้ทารกขาดออกซิเจน และหัวใจเต้นผิดปกติได้ง่าย
  • ปัญหาจากน้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios) ในการตั้งครรภ์ปกติปริมาณน้ำคร่ำจะลดลงหลังจากอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ปัญหาน้ำคร่ำน้อยจะเสริมให้ขี้เทาที่ปนอยู่ในน้ำคร่ำมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่งผลทำให้ทารกในครรภ์ให้เกิดการสำลักขี้เท่าหลังคลอดตามมาได้ ที่สำคัญภาวะน้ำคร่ำน้อยยังส่งผลไปยังระบบการทำงานของไต ทำให้การสร้างปัสสาวะของทารกลดลง และส่งผลให้เกิดการกดสายสะดือทารกได้ง่ายทั้งก่อนระยะเจ็บครรภ์ และในช่วงระยะเจ็บครรภ์
  • ปัญหาทารกอยู่ในภาวะคับขัน หรือภาวะเครียด (Fetal distress) ทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ และส่งผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ปัญหาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ผิดปกติ (Abnormal fetal growth) ซึ่งอาจจะทำให้ทารกในครรภ์มีการเติบโตช้า หรือทารกในครรภ์ตัวโตกว่าปกติทำให้คลอดยากได้
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่พบกับทารก นั่นคือ ทารกเกิดภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำ (Hypothermia) ภาวะขาดน้ำ (Hypovolemia) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ภาวะเลือดกเป็นกรด (Metabolic acidosis) มีความเสี่ยงต่อการสำลักน้ำคร่ำ และทารกอาจจะเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจหลังคลอดได้

การป้องกันการตั้งครรภ์เกินกำหนด

สำหรับคุณแม่มือใหม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์เกินกำหนดได้ค่ะ โดยการไปฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ได้คำนวณอายุครรภ์ได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำ หากแพทย์พบสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการคลอดเกินกำหนด แพทย์จะได้รีบกระตุ้นให้คุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์และคลอดได้ตามปกติด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยค่ะ ทั้งนี้ เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าอายุครรภ์ได้ 40 สัปดาห์แล้วคุณแม่ไม่สามารถคลอดตามกำหนดได้ หรือคุณแม่ไม่มีอาการเจ็บครรภ์ แพทย์จะพิจารณาวิธีการเร่งคลอดที่ดูแล้วปลอดภัยมากที่สุดให้ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้ให้มากนัก เพียงแต่ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดแล้วทำจิตใจให้สงบ เตรียมพร้อมสำหรับการคลอดก็เพียงพอแล้วค่ะ

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/