เมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ภาวะหลังคลอด คุณแม่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะการดูแลเจ้าตัวน้อยนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย

ภาวะหลังคลอด

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกว่าเราจะรับมือ ขณะเดียวกันหากเป็นคุณแม่มือใหม่ย่อมมีความกังวลใจมากมายตามมา นั่นเพราะการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดมีมากมาย ทั้งในเรื่องภาวะอารมณ์ รูปร่าง และความรับผิดชอบอื่น ๆ

 

เมื่อ ภาวะหลังคลอด มาถึงอะไรที่ต้องรับมือบ้าง..

สรีระรูปร่าง

หลังคลอดสรีระของคุณแม่จะค่อยๆ กลับสู่สภาวะปกติ น้ำหนักหลังคลอดในช่วงแรกจะลดลงประมาณ 3-4 กิโลกรัม จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับสู่สภาวะปกติ สิ่งสำคัญในช่วงนี้คืออยู่ที่การดูแลสุขภาพของคุณแม่ การออกกำลังกายเบา ๆ อาจเดินช้า โยคะ บ้าง ควบคู่การการทานอาหารดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เน้นว่าในแต่ละวันควรทานให้ครบ 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน หรือควรดื่มนม เพื่อให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กเป็นการทดแทนการเสียเลือดหลังคลอด และดีต่อการให้นมเจ้าตัวน้อย

 

น้ำคาวปลา

คุณแม่หลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานถึง 2 เดือน โดยน้ำคาวปลาจะสังเกตเริ่มต้นจากสีแดงก่อง แล้วจะค่อย ๆ จางลงเรื่อยๆ จนเป็นสีเหมือนน้ำเหลือง และแห้งไปในที่สุด

การรับมือกับเรื่องนี้ แนะนำว่าให้คุณแม่เปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง จนพบว่าปริมาณเลือดออกมาเป็นก้อน หรือหลังคลอดไปแล้ว 4 วัน ค่อย ๆ หายไป ทั้งนี้ในคุณแม่บางคนอาจมีอาการวิงเวียน ลุกขึ้นแล้วเหมือนจะเป็นลม สาเหตุอาจมากจากอาการตกเลือดหลังคลอด หากเป็นเช่นนี้ต้องพบแพทย์ทันที ขณะเดียวกันหากมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำคาวปลามีกลิ่นผิดปกติ มีอาการปวดท้อง มีไข้ ปัสสาวะขัด ปวดเอว ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเช่นกัน

 

ขนาดของมดลูกจะลดลง

หลังคลอดขนาดมดลูกของคุณแม่จะค่อยๆ ลดขนาดลงทันทีจนถึงขนาดปกติ โดยใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ โดยขนาดของมดลูกจะอยู่ที่ระดับสะดือ และลดขนาดลงอีกครึ่งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ รวมถึงมดลูกมีการบีบตัวเพื่อลดขนาดลง จึงส่งผลให้คุณแม่มีอาการปวดบริเวณมดลูก โดยอาจมีอาการนี้หลายวันและดีขึ้นตามลำดับ

 

ปวดเมื่อยตามตัว แขน ขา

อาการปวดเมื่อยหลังคลอด เนื่องมาจากระหว่างการคลอดมีการบิดเกร็งอยู่ในบางอิริยาบทนานเกินไป ซึ่งคุณแม่เองไม่ต้องตกใจ เพราะอาการเหล่านี้จะหายไปเอง แต่หากต้องการคลายปวดเมื่อย เพียงแค่เปลี่ยนท่วงท่าสลับกันบ้าง เช่น ลุก นั่ง เดินบ้าง สลับกันไป หรืออาจจะพลิกตัว ขยับตัว เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อย

 

เลือดออกใต้ตา

คุณแม่หลังคลอดบางคนอาจมีเลือดออกใต้ตา หรือบริเวณใบหน้ามีเลือดคั่ง ซึ่งมาสาเหตุก็มาจากการออกแรงเบ่งคลอด แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะอาการนี้จะค่อย ๆ ดี ขึ้นเอง

 

ถ่ายปัสสาวะและอุจจาระลำบาก

คุณแม่หลังคลอดอาจพบอาการนี้ในอีกประมาณ 1 สัปดาห์ถัดมา ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ ควบคู่กับทานอาหารที่มีกากใยสูง ทานผัก ผลไม้

Sponsored

 

เจ็บปวดจากแผลฝีเย็บ

แน่นอนว่าแม่หลังคลอดย่อมมีอาการนี้เกิดขึ้น แต่สามารถบรรเทาโดยการรับประมานยาแก้ปวด การนั่งแช่น้ำอุ่น หรืออบแผลด้วยความร้อน

 

อาการคัดเต้านม

แม่หลังคลอดจะมีอาการนี้เป็นมากในวันที่ 3 หรือ 4 ซึ่งก็มาจากน้ำนมแม่เริ่มมามากขึ้น การรับมือสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้แผ่นเย็นวาง อาบน้ำอุ่น หรือปั๊มนมออก

 

อาการเจ็บปวดกระดูกบริเวณหัวหน่าวหรือก้นกบ

อาการนี้คุณแม่สามารถแก้ได้ ด้วยการทานยาแก้ปวด หรือ กายภาพบำบัด ซึ่งต้องบอกว่าคุณแม่ควรปรับสภาพจิตใจให้ชินกับอาการ โดยจากนี้คุณแม่จะสามารถปรับตัวเพื่อเข้าสู่การเป็นคุณแม่ที่พร้อมดูแลเจ้าตัวน้อยประมาณ 1-3 เดือน ทั้งนี้หากคุณพ่อ หรือญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือในช่วงระหว่างนี้ ก็จะทำให้คุณแม่จะผ่านไปได้อย่างมีความสุข

 

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

หลังคลอดอาการนี้สามารถพบได้ นั่นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนร่างกาย แต่ก็สามารถหายไปได้เอง ได้เช่นกัน ยกเว้นในแม่หลังคลอดบางรายข้อสังเกตหากพบว่าเป็นนานเกินกว่า 10 วัน คุณแม่ต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือหรือการแนะนำที่ถูกต้อง

 

เพศสัมพันธ์

คุณแม่หลังคลอดควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายและฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงกลับสู่สภาพปกติ หรือรอเวลาที่แผลหายสนิท ผนังช่องคลอดบางและไม่มีน้ำหล่อลื่นเนื่องจากผลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนั่นเอง เอาเป็นว่าประมาณ 6 สัปดาห์ค่อยว่ากันเรื่องนี้

 

ประจำเดือนหลังคลอด

ในคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมเจ้าตัวน้อย ประจำเดือนจะมาเร็วกว่า โดยบางคนอาจจะมาในเดือนแรกหลังคลอดก็มี ส่วนคุณแม่ที่ให้นมเจ้าตัวน้อย ประจำเดือนอาจจะไม่มานาน ถึง 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ขอย้ำว่าในระหว่างนี้คุณแม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เพราะรังไข่ยังสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ถึงจะไม่มีประจำเดือนมาก็ตาม ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในช่วงเวลานี้ และที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การตรวจหลังคลอดเพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องคุมกำเนิดซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคุณแม่แต่ละราย