เด็กๆ ในวัยเรียนนั้นมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากอยู่ร่วมกันกับเด็กที่มาจากหลากหลายครอบครัว และ โรคในช่องปากและฟัน ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งบทความของเราในวันนี้จะมาแนะนำและทำความรู้จักกับ 5 โรคที่ต้องระวัง ซึ่งเป็นโรคที่เรามักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่นั้นได้รู้จักและเฝ้าระวัง รวมไปถึงการดูแลให้ถูกวิธีเพื่อให้ลูก ๆ นั้นมีสุขภาพปากและฟันที่ดี

ทำความรู้จักกับ 5 โรคในช่องปากและฟัน สำหรับลูกวัยเรียน

  1. โรคเหงือกอักเสบ
    โรคเหงือกอักเสบเกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ที่เกิดจากการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ดีพอ เช่น การแปรงฟันไม่สะอาด ส่งผลให้แบคทีเรียติดอยู่กับฟัน และแบคทีเรียจะทำการปล่อยสารท๊อกซินออกมาซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดบริเวณเหงือกซึ่งมีความเปราะบางแตกได้ง่าย
    อาการ: จะมีอาการเหงือกบวมแดง และอาจมีเลือดออกขณะแปรงฟัน
    การดูแล:
    – หมั่นดูแลสุขภาพปากของลูกน้อยเป็นประจำเพื่อจะได้ทราบปัญหาและหาแนวทางแก้ไขได้
    – คุณแม่ควรเป็นผู้ช่วยในการแปรงฟันให้กับลูก เพื่อให้บริเวณที่ไม่สะอาดนั้นสะอาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขจัดคราบฟันออกให้หมด ก็จะช่วยป้องกันและช่วยบรรเทาอาหารที่เกิดขึ้นได้
  2. โรคฟันผุ
    โรคฟันผุนั้นนับเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ โดยทั่วไป เนื่องจากเด็ก ๆ นั้นเริ่มกินอาหารที่หลากหลายขึ้น อย่างเช่น ขนม และยังทำความสะอาดฟันได้ไม่ดีพอ จึงทำให้เกิดโรคฟันผุได้ง่าย ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และเกิดอาการปวดฟันได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นดูแลป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีที่สุด
    อาการ: จะมีความรู้สึกเจ็บหรือปวดบริเวณฟันที่ผุ
    การดูแล:
    หากเด็กฟันผุเพียงเล็กน้อยพ่อและแม่สามารถเห็นและรู้ทันถึงปัญหา ก็สามารถรักษาได้ด้วยการอุดฟันแบบง่าย ๆ หากฟันผุเป็นจำนวนมากจนลุกลามให้รู้สึกปวดฟัน ซึ่งจะส่งผลให้เหงือกบวม มีหนอง จำเป็นจะต้องรีบไปให้คุณหมอทำการรักษารากฟัน หรือทำการถอนฟัน
  3. โรคปากนกกระจอก
    โรคปากนกกระจอกนั้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด ซึ่งมีเพียงการคาดความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการขาดวิตามินบี หรือระบบภูมิต้านทานโรคต่ำ อย่างเช่น โรคภูมิแพ้ ดื่มน้ำน้อยเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคได้
    อาการ: มีรอยแผลแตกบริเวณมุมปากลักษณะเป็นวงกลมสีขาว ๆ ขนาดเล็ก หรือใหญ่ก็ได้ หรืออาจกระจายเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งจะมีอาการเจ็บเมื่ออ้าปาก หรือกินอาหาร โรคนี้ไม่มีการแพร่กระจายของแผล ซึ่งอาจเป็น ๆ หาย ๆ หลาย ๆ ครั้งก็ได้
    การดูแล:
    – หมั่นทำความสะอาดบริเวณริมฝีปาก และบริเวณภายในช่องปากเป็นประจำ เพื่อป้องกันโรค โดยอาจให้ลูกบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าสะอาด หรืออาจให้บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่ต่อต้านจุลินทรีย์ และทำการเช็ดมุมปากให้แห้ง
    – การดูแลนั้นจะทำได้เพียงแค่การช่วยให้อาการบรรเทาลง เช่น การทายาสำหรับแผลในปาก การทำความสะอาดบริเวณมุมปากให้ดี การใช้วาสลิน หรือการใช้ขี้ผึ้งทา หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7-10 วันควรไปพบแพทย์
  4. โรคมือเท้าปากเปื่อย
    โรคนี้พบบ่อยในประเทศเขตร้อน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Coxsackievirus มักพบในเด็กวัยต่ำกว่า 10 ปี โดยเฉพาะกับเด็กที่อยู่ในวัยเรียน เพราะมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อนี้อยู่ แต่โรคชนิดนี้ก็ไม่ใช่โรครุนแรงแต่อย่างใด เพราะสามารถหายเองได้ แต่ก็ต้องให้ความระมัดระวังให้มาก
    อาการ: มักจะเริ่มต้นด้วยอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย มีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ปากให้เห็น แตกเป็นแผลตื้น ๆ และทำให้รู้สึกเจ็บ จะกินอาหารได้น้อยลง จากแผลที่บริเวรปากก็จะค่อย ๆ ลุกลามมาที่มือและเท้า จึงเป็นที่มาของโรคมือเท้าปากเปื่อยนั่นเอง
    การดูแล:
    – สอนให้ลูกรู้จักการรักษาความสะอาดในช่องปาก เช่น การแปรงฟัน การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก
    – อาการเจ็บแผลในปาก ควรดูแลให้กินอาหารชนิดอ่อน ๆ ย่อยง่าย เพื่อลดอาหารปวดที่บริเวณปากลงในขณะเคี้ยวอาหาร
    – หากเด็กมีอาการซึม มีปัสสาวะน้อย นั่นแสดงให้เห็นว่ามีอาการขาดน้ำ ควรพาไปพบแพทย์โดยทันที
  5. แผลร้อนใน
    นับเป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสามารถหายเองได้ โรคนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพเพราะจะทำให้ลูกกินอาหารได้น้อยลง มีอาการเจ็บปากโดยเฉพาะกับเด็กวัย 3-5 ปี อาจสับสนอาการบอกว่าตัวเองปวดฟัน เนื่องจากอาการเจ็บจะคล้ายกับการปวดฟันมาก ดังนั้นหากว่าลูกน้อยของคุณบ่นว่าปวดฟันโดยที่ไม่มีฟันผุ คุณแม่ควรตรวจดูบริเวณเหงือก ใต้โคนลิ้น และกระพุ้งแก้ม เพื่อดูว่ามีแผลร้อนในบริเวณนั้นหรือไม่
    อาการ: จะเกิดแผลที่มีขอบชัดเจนเป็นวงสีขาว อาจเกิดได้ 1-2 จุดบริเวณในช่องปาก ร่วมด้วยอาการรู้สึกเจ็บหรือปวด
    การดูแล: สำหรับแผลร้อนในมักจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน โดยไม่ต้องใช้ยาใด ๆ หรือบางครั้งอาจรักษาตามอาการ เช่นใช้ยาขี้ผึ้งทาบริเวณที่เกิดแผลร้อนใน กินข้าวไม่ได้เพราะเจ็บแผลที่บริเวณปาก

โรคต่าง ๆ ข้างต้นนับเป็นโรคที่ส่งผลต่อสุขภาพของเด็กเล็กพอสมควร ดังนั้นการหมั่นตรวจสอบดูแลเรื่องสุขภาพของลูกน้อยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะลูกน้อยในวัยเรียนนั้นต้องพบปะกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งอาจมีโรคติดต่อเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาดังนั้นหากเห็นว่าลูกมีอาการซึม ๆ หรือแปลกไปควรรีบสอบถามสาเหตุและหาแนวทางป้องกันก่อนที่จะส่งผลกระทบในด้านอื่น ๆ ต่อไป

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.แม่ท้องเป็นหัดเยอรมัน จะเป็นอันตรายไหม

Sponsored

2.ไข้กาฬหลังแอ่นในเด็ก อีกหนึ่งโรคร้ายที่พ่อแม่ต้องระวัง