โรคคางทูมในเด็ก ทราบหรือไม่ว่า “คางทูม” ที่เกิดขึ้นในเด็ก เป็นอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่เพียงใด แล้วคนเป็นแม่อย่างเรา จะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างไร สำหรับคุณแม่ที่กำลังเป็นกังวลในเรื่องนี้ และต้องการความรู้เพิ่มเติม โรคคางทูมในเด็กเป็นอย่างไร แล้วจะมีวิธีรักษาหรือป้องกันอย่างไร มาศึกษาไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

โรคคางทูมในเด็ก

โรคคางทูมในเด็ก

โรคคางทูมในเด็กเป็นอย่างไร

โรคคางทูม (Mumps, Epidemic Parotitis) เป็นโรคติดต่อแบบเฉียบพลันทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส มัมไวรัส (Mumps virus) ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ มักเกิดกับเด็กปฐมวัยที่มีอายุ 2 – 5 ปีค่ะ และจะพบโรคนี้ในช่วงฤดูหนาว และในต้นฤดูร้อน

คางทูมในเด็ก เป็นโรคติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจ โดยจะแพร่เชื้อไปจากการหายใจ และสัมผัสน้ำลายก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย คือ 1 – 7 วัน จะเริ่มมีอาการบวดของต่อมน้ำลาย ไปจนถึง 5 – 10 วัน หลังจากมีอาการบวมของต่อมน้ำลาย

สาเหตุที่ทำให้เกิดคางทูมในเด็ก

สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคคางทูม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม (Mumps Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่จัดอยู่ในกลุ่ม พารามิกโซไวรัส (Paramyxo virus) โดยเชื้อดังกล่าวจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยค่ะ จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและปาก แล้วแบ่งตัวในเซลล์เยื่อบุของทางเดินหายใจส่วนต้น ไม่นานเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด และแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำลายข้างหู

อาการของโรคคางทูมในเด็กรุนแรงหรือไม่

อาการของโรคคางทูมโดยทั่วไป จะเกิดหลังจากสัมผัสโรค (ระยะฟักตัวทั่วไปประมาณ 14 – 18 วัน แต่อาจเร็วได้ถึง 7 วัน หรือนานถึง 25 วันเลยทีเดียวค่ะ) เด็กที่มีอาการของโรคคางทูม จะมีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และหลังจากนั้นเพียง 1 – 2 วันก็จะมีอาการเจ็บบริเวณหน้าหู ลามไปยังขากรรไกร จากนั้นเมื่อต่อมน้ำลายพาโรติดด้านที่มีอาการค่อย ๆ โตขั้น เด็กจะเริ่มมีอาการเจ็บบริเวณแก้มและหูมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คางทูมเป็นโรคที่ไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัย แต่เมื่อเกิดในวัยรุ่น หรือในผู้ใหญ่ ความรุนแรงอาจจะมีสูงกว่าในเด็กค่ะ นั่นเพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนสูงขึ้น แต่เมื่อเกิดเป็นคางทูมแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคนี้ได้ตลอดชีวิต โดยไม่กลับมาติดเชื้อได้อีก แต่ในบางรายซึ่งเป็นส่วนน้อย ที่จะพบว่ากลับมาติดเชื้อซ้ำได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดผลข้างเคียงมากนัก

วิธีการดูแลรักษาโรคคางทูมในเด็ก

Sponsored

โรคคางทูมในเด็กนั้นไม่มีวิธีการรักษาค่ะ ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ยาปฏิชีวนะฆ่าไวรัสไม่ได้ ฆ่าได้เฉพาะแบคทีเรียเท่านั้น) การรักษาก็เพียงแค่ประคับประคองตามอาการเท่านั้น เด็กที่มีอาการของคางทูมไม่ควรให้ทานยาแอสไพรินค่ะ เพราะอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากยาได้ แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ รับประทานอาหารอ่อน ๆ และควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบว่าลูกน้อยมีไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และไข้ไม่ลงภายใน 2 – 3 วันหลังดูแลตนเองในเบื้องต้น

หากพบว่าลูกน้อยอาการบวมมาก แนะนำให้คุณแม่ใช้น้ำอุ่นจัดๆ หรือกระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการปวดมาก แนะนำให้คุณแม่ใช่ความเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดดังกล่าวให้กับลูกน้อยและเช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง พร้อมกับดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว เพราะอาจจะทำให้ลูกน้อยเกิดอาการปวดมากขึ้นได้ค่ะ

นอกจากนี้อาการคางบวม อาจจะมาจากสาเหตุของโรคอื่น คุณแม่ควรพบลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย โดยเฉพาะตรวจภายในช่องปากและลำคอ ถ้าให้การดูแลรักษาไปตามอาการเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วยังไม่หาย แพทย์จะค้นหาสาเหตุอื่นต่อไป แนะนำให้คุณแม่พบลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที หลังจากดูแลตัวเอง 7 วันแล้ว แต่อาการยังบวมไม่ยุบ หรือมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป

วิธีการป้องกันโรคคางทูมในเด็ก

  • การป้องกันโรคคางทูมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการฉีดวัคซีน ซึ่งเด็กจะได้รับวัคซีนในโรงเรียนอยู่แล้วค่ะ โดยวัคซีนที่ได้รับเป็น วัคซีนรวม เอ็มเอ็มอาร์ (MMR: M=Mumps/โรคคางทูม, M=Measles/โรคหัด, R=Rubella/โรคหัดเยอรมัน) โดยเข็มแรกเด็กจะได้รับเมื่ออายุ 9 – 12 เดือน เข็มที่ 2 เด็กจะได้รับที่อายุ 4 – 6 ปี และไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก เพราะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจะคงอยู่ไปได้ตลอดชีวิตค่ะ
  • การป้องกันโรคคางทูมอื่น ๆ เป็นการแยกผู้ป่วยประมาณ 9 – 10 วันหลังเริ่มมีต่อมน้ำลายโต เพราะเป็นระยะแพร่เชื้อสำคัญค่ะ ควรหยุดโรงเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ไม่รวมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดจัว แก้วน้ำ จานชาม ของเล่น และอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงสัมผัสมือกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูมด้วยนะคะ

ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กเล็ก

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่อาการจะไม่รุนแรงมากนักค่ะ ซึ่งพบเพียงแค่ 10% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่จะผลข้างเคียงนี้
  • โรคสมองอักเสบ พบได้น้อยมากเพียง 1% เท่านั้น แต่หากเกิดขึ้นกับเด็กเล็กอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และพบผลข้างเคียงนี้กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ถึงแม้ว่าโรคคางทูมส่วนมากจะหายได้เอง แต่ก็อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ (เป็นเพียงส่วนน้อย) ซึ่งอาจจะแสดงอาการก่อน หรือหลังจากการบวมแล้ว อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่พบว่าลูกน้อยเป็นโรคคางทูมก็ไม่ควรปล่อยเอาไว้นะคะ คุณแม่ควรพาไปพบแพทย์จะดีกว่า เพื่อป้องกันอาการอื่นแทรกซ้อนและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/