คำแนะนำ เมื่อแม่ท้องไม่สบายตัว อาการอึดอัด อาการไม่สบายตัว อาการเจ็บปวดต่าง ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ แล้วลามมาจนถึงทำให้ไม่สบายใจ หงุดหงิดหรือเครียดนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

เมื่อแม่ท้องไม่สบายตัว

เรียกได้ว่าอาจมี 108 ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้มี 6 อาการหลัก ๆ ที่เชื่อว่าแม่ตั้งครรภ์ต้องเจอ  เรามีคำแนะนำสำหรับการแก้ไขเรื่องนี้ให้อยู่หมัดมาบอกค่ะ 

 6 คำแนะนำ เมื่อแม่ท้องไม่สบายตัว

1.อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว

แม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกมักจะมีอาการนี้ ซึ่งบางคนเป็นมาก บางคนเป็นน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะอาการเหล่านี้จะหายไปในช่วงตั้งครรภ์ประมาณ 12-16 สัปดาห์ โดยสาเหตุของอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ก็มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนการตั้งครรภ์ HCG ( Human Chorionic Gonadotropin) รวมถึงสภาพจิตใจของแม่ตั้งครรภ์ ที่มีความวิตก กังวล หรือคิดมาก

การแก้ไข อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว

-ปรับสภาพจิตใจให้มีความเข้าใจ เข้มแข็ง และหนักแน่น ในเรื่องของการตั้งครรภ์มากขึ้น

-ก่อนลุกจากที่นอนในตอนเช้า ควรทานขนมปังปิ้ง หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ จะช่วยให้อาการเหล่านี้ลดลง

-การทานอาหารในช่วงแพ้ท้อง แนะนำว่าควรทายมื้อเล็กมื้อน้อย แต่ทานบ่อยครั้งขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น   อาหารมัน ๆ ทอด ๆ  อาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด อาหารที่มีกลิ่นแรง เป็นต้น

-ทานวิตามินบี 6 เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง กล้วย ไข่แดง เป็นต้น จะช่วยลดอาการนี้ได้

2.อาการแสบยอดอด

อีกหนึ่งอาการที่แม่ตั้งครรภ์ต้องเจอ สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดคลาย และกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อน จนเกิดอาการแสบจุกหรือแสบร้อนในอก  ซึ่งแม่ตั้งครรภ์หลายคงมักจะกังวลหรือสงสัยว่าหากเกิดอาการแบบนี้จะเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์หรือไม่? ตรงนี้จะไม่มีผลค่ะ

การแก้ไขอาการแสบยอดอด

แม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน อาหารผัดๆ  ทอด ๆ อาหารรสจัด อาหารรสเปรี้ยว อาหารหมักดอง น้ำอัดลม

– ให้นั่งหรือนอนศีรษะสูง 30 องศา หลังทานอาหาร จะช่วยลดอาหารได้

-ทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย และเมื่อรู้สึกหิวให้ทนทันที ไม่ควรทานอาหารอิ่มจนเกินไป แม่ตั้งครรภ์ควรทานทีละน้อยแต่ทานบ่อยขึ้น

-หลังอาเจียนทุกครั้ง  ให้ดื่มน้ำกลั้วคอ

3.อาการปัสสาวะบ่อย  

อาการนี้จะพบได้บ่อยในแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส และไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใด เพียงแต่จะสร้างความไม่สบายตัวให้แม่ตั้งครรภ์เท่านั้นเอง สาเหตุเกิดจากมดลูกกดทับกระเพาะปัสสาวะในช่วงไตรมาสแรก และจะมีอาการอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้าย ประมาณสัปดาห์ที่ 28-40 สัปดาห์  เนื่องจากศีรษะของทารกในครรภ์ เคลื่อนตัวไปกดลงบริเวณหัวหน่าว และก็ไปเบียดกระเพาะปัสสาวะนั่นเอง

การแก้ไขอาการปัสสาวะบ่อย 

-แม่ตั้งครรภ์ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้ปัสสาวะทันที

-หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนนอน

-ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

4.อาการท้องผูก

Sponsored

เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับแม่ตั้งครรภ์ทุกคน ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก จนสร้างความอึดอันไม่สบายตัวได้ง่าย ๆ  สาเหตุเกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้า

การแก้ไขอาการท้องผูก

-แม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ต่อวัน

-ทานอาหารที่มีกากใยมากขึ้น ผักใบเขียว ผลไม้ เช่น ส้ม แก้วมังกร ลูกพรุน คะน้า ถั่วเขียว ถั่วดำ เป็นต้น

-ออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ในตอนเช้าทุกวัน ประมาณวันละ 10-20 นาที เช่น การเดินช้า ว่ายน้ำ โยคะ เป็นต้น  เพื่อลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว

5.อาการตะคริว

เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยในแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากกล้ามเนื้อฝืดไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม ทำให้เกิดความไม่สบายตัว ปวดเกร็ง หรือเจ็บปวดบริเวณขานั่นเอง สาเหตุ เกิดจากการทานแคลเซียมน้อย หรือขาดความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัส

การแก้ไขอาการตะคริว

-เมื่อเกิดอาการตะคริว ให้แม่ตั้งครรภ์เหยียดขาตรง จากนั้นให้ดัดปลายเท้าขึ้น

-ลุกขึ้นยืนเขย่งเท้าเดินไปมา เหยียดเท้าให้ตรง หากเกิดตะคริวที่นิ้วเท้า เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

-หากเป็นตะคริวที่นิ้วมือ ให้เหยียดนิ้วมือกางออก แล้วพยายามเคลื่อนไหวไปมา เพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

-ควรดื่มนม และทานอาหารที่มีแคลเซียม เช่น ปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งกระดูก น้ำผักใบเขียว เต้าหู้ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

6.อาการปวดหลัง

อาการนี้แม่ตั้งครรภ์ต้องเจอทุกคน จะพบมากขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น รวมถึงอาจปวดไปจนกระทั่งถึงวันคลอดก็ได้ ทั้งนี้หลังคลอดอาการปวดหลังจะยังคงมีอยู่สักระยะ เพราะกระดูกสันหลังที่แอ่นเพื่อรอบรับการตั้งครรภ์จะค่อย ๆ ขยับเข้าที่เดิม รวมถึงรอให้ร่างกายปรับสมดุลนั่นเอง สาเหตุของการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ เกิดจากกล้ามเนื้อถูกดึงรั้งจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หลังจึงต้องแอ่นรับน้ำหนักมากขึ้นนั่นเอง

การแก้ไขอาการปวดหลัง

ขมิบก้น และบริหารกล้ามเนื้อเชิงกราน  ประมาณ  5-10 นาที ต่อวัน

-นั่งหรือยืนให้ตรง เพื่อสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย

-หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าไม่มีส้น หรือรองเท้าส้นเข็ม เปลี่ยนมาเป็นรองเท้ามีส้นประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อให้น้ำหนักอยู่กลางลำตัว และจะช่วยลดอาการปวดหลังได้

-นวดบริเวณหลัง โดยใช้ครีมแก้ปวดหลังนวดเบา ๆ เรื่องนี้คุณสามีช่วยได้ค่ะ

– ไม่นอนหงาย ให้นอนตะแคงซ้าย

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/