แม่ท้องรู้ไหมคะว่าเมื่อเราถึงเวลาคลอดนั้น เรามีสิทธิประกันสังคมที่เราต้องได้รับประโยชน์ โดยการลาคลอดนั้นหมายถึง การลาหยุดราชการของสตรีตั้งครรภ์ในช่วงก่อนคลอด วันคลอด หรือหลังคลอด งั้นเรามาเริ่มเช็คประโยชน์ดี ๆ กันเลยค่ะ 

แม่มือใหม่รู้แล้วดี!!! สิทธิประกันสังคมลาคลอด สิทธิเบิกค่าคลอด

หลักเกณฑ์สิทธิลาคลอดบุตร

>>ไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์

>>คุณแม่ตั้งครรภ์มีสิทธิลาคลอดบุตรครั้งหนึ่ง โดยได้รับเงินเดือน 90 วัน ซึ่งนับรวมวันหยุดราชการด้วย

>>การลาคลอดบุตรสามารถลาในวันคลอด ลาก่อน หรือลาหลังวันคลอดก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 90 วัน

>>ในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดและได้หยุดราชการไปแล้ว แต่คุณแม่ยังไม่ได้คลอดบุตรตามกำหนด หากประสงค์จะขอถอนวันลาคลอดบุตรที่หยุดไป ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตถอนวันลาได้ โดยให้ถือว่าวันที่หยุดราชไปแล้วนั้นเป็นวันลากิจส่วนตัว

>>การลาคลอดบุตรซึ่งคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใด ที่ยังไม่ครบกำหนดการลาประเภทนั้น ให้ถือว่าการลา ประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้นับเป็นการลาคลอดบุตรตั้งแต่วันที่เริ่มวันลาคลอดบุตร (เช่น ลาป่วย 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-10 มกราคม และลาคลอดบุตรวันที่ 5 มกราคม ถึงวันที่ 4 มีนาคม (รวม 60 วัน) ให้ถือว่าการล่าป่วยสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม และให้เริ่มนับวันลาคลอดบุตรตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมเป็นวันแรก)

>>กรณีที่บุตรเสียชีวิตหลังคลอด ให้ใช้สิทธิลาคลอดบุตร แต่ในกรณีของการแท้งบุตรหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ ซึ่งต้องพักรักษาตัวให้ใช้สิทธิลาป่วย

>>การเลิกจ้างที่มีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย นายจ้างบางคนคิดว่าหญิงตั้งครรภ์จะทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมก็เลยไล่ออก ด้วยเหตุที่มาจากการตั้งครรภ์ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาต และหากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งทางอาญาคือมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ลาคลอดเมื่อไหร่ดี

ในช่วงเดือนหลัง ๆ ของการตั้งครรภ์ ร่างกายแม่ท้องจะเริ่มทำงานหนักขึ้น คุณหมอส่วนใหญ่จึงมักจะแนะนำให้คุณแม่ลาพักงาน เมื่อมีอายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อน มีเวลาเตรียมตัว และจัดการเรื่องต่าง ๆ และแม่ท้องเองก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ฝากครรภ์จะเป็นการดีที่สุด

สิทธิลาคลอดและการได้รับค่าจ้าง

สิทธิในการลาคลอดตามกฎหมายกำหนดว่า ลูกจ้างทุกประเภทที่เป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ สามารถลาคลอดเพื่อการคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน และใช้สิทธิลาคลอดได้ทั้งก่อนและหลังคลอดโดยที่นายจ้างไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง

 ในการลาคลอดแต่ละครั้ง รวมถึงลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างจากนายจ้าง ในอัตราร้อยละ 50 จากเงินเดือน จำนวน 45 วัน และมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมอีก 45 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเช่นกัน เฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน โดยคิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท และในกรณีที่มาทำงานก่อน โดยไม่รอให้หยุดครบ 90 วัน แม่ท้องจะได้รับค่าจ้างตามปกติในวันที่มาทำงานด้วย

สิทธิการได้รับเงินประกันสังคมค่าคลอดบุตร

แม่ท้องต้องเป็นผู้ประกันตนภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร และจ่ายเงินสมทบประกันสังคมครบ 7 เดือน ตามประกาศตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป คลอดบุตรที่ใดก็ได้ สามารถเบิกได้สูงสุด 13,000 บาทต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในกรณีที่คุณพ่อคุณเป็นข้าราชการ ก็สามารถใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กรณีคลอดบุตรได้ โดยเบิกจ่ายเงินส่วนเกินจากประกันสังคมได้ มีเงื่อนไข คือ ต้องการเป็นการคลอดบุตรจากโรงพยาบาลรัฐเท่านั้น การเบิกส่วนเกินจากสิทธิประกันสังคม จะต้องเบิกผ่านระบบเบิกจ่ายตรง สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น (ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร)โดยสอบถามจากหน่วยงานที่สังกัดอยู่ และเมื่อเข้ารับการรักษาเพิ่มคลอดบุตรในโรงพยาบาลแล้ว จะต้องแจ้งขอใช้สิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลเฉพาะส่วนเกินประโยชน์ทดแทนฯ (แบบ 7106)

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข

>>เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร มีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้

>>คลอดบุตรที่ใดก็ได้ ให้วินิจฉัยจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง

>>สำหรับผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

>>สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

Sponsored

หมายเหตุ : กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรรวมกัน ไม่จำกัดจำนวนบุตร/ครั้ง โดยบุตรที่นำมาใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรแล้วไม่สามารถนำมาขอรับค่าคลอดบุตรได้อีก

ตรวจสอบสำเนาสูติบัตรบุตรคนที่จะใช้สิทธิ

>>กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ ให้ตรวจสอบชื่อมารดาของบุตรในสูติบัตรว่าถูกต้องตรงกับชื่อ-ชื่อสกุลของผู้ประกันตนหรือไม่

>>กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ ให้ตรวจสอบชื่อบิดาของบุตรในสูติบัตรว่าถูกต้อง ตรงกับชื่อ-ชื่อสกุลของผู้ประกันหรือไม่ และตรวจสอบชื่อมารดาของบุตรในสูติบัตรว่าถูกต้องตรงกับชื่อ-ชื่อสกุลของคู่ สมรส หรือหญิงซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนตามทะเบียนสมรสหรือหนังสือ รับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรสหรือไม่

>>ถ้าไม่ถูกต้องตรงกันเนื่องจากสูติบัตรพิมพ์ผิดให้ผู้ประกันตนนำสูติบัตรกลับไปให้หน่วยงานที่ออกสูติบัตรแก้ไข ถ้าไม่ถูกต้องตรงกันเนื่องจากมีการเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล ให้ขอสำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบหย่า

ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน  

>>ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส. 2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นหรือให้ผู้อื่นมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา  พร้อมหลักฐานหรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน

>>เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณาอนุมัติ

>>สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

พิจารณาสั่งจ่าย

>>เงินสด/เช็ค (ผู้มีสิทธิมาขอรับด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับแทน)

>>ส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน

>>โอนเข้าบัญชีธนาคารตามบัญชีของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน

เอกสารประกอบการยื่นคำขอประโยชน์ทดแทน กรณีคลอดบุตร

  1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน สปส. 2-01 ผู้ประกันตนกรอกข้อความครบถ้วน พร้อมลงลายมือชื่อผู้ยื่นคำขอ
  2. กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ ใช้สูติบัตรต้นฉบับของบุตรพร้อมสำเนา 1 ชุด (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย)
  3. กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ ใช้สูติบัตรต้นฉบับของบุตรพร้อมสำเนา 1 ชุด สำเนาทะเบียนสมรส กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้แนบหนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกันตน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
  5. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอมี 11 ธนาคาร ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย  ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

หมายเหตุ : หากผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

สถานที่ยืนเรื่อง

     แม่ท้องหรือคุณพ่อ สามารถนำมายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดทุกแห่ง (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข) หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่ม เติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/