ทำหมันชาย … ปัญหาของการคุมกำเนิด ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนไทยเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของการทำให้ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งก็คือวิธีการทำหมัน เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ดีและได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ทำหมันชาย

แต่ถึงกระนั้นก็ยังสร้างความวิตกกังวลกันอย่างมาก โดยเฉพาะกับเพศชายที่คิดไปเองต่าง ๆ นานาว่าทำแล้วจะเกิดผลอย่างนู้นอย่างนี้ และยังใช้วิธีคุมกำเนิดแบบผิด ๆ เช่นเดิม ซึ่งผลก็คือเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมานั่นเอง

ทำหมันชาย เรื่องจริงที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจทำหมัน

การทำหมันชายคืออะไร?

อธิบายกันก่อนว่า การทำหมันชายนั้น เป็นวิธีการทางแพทย์ที่จะทำการผูกและตัดท่ออสุจิออก เมื่อมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น ก็จะไม่มีอสุจิหลั่งออกมาให้เกิดการปฏิสนธิกับไข่ของฝ่ายหญิงนั่นเอง โดยวิธีการทำมีให้เลือก 2 แบบ คือ

  • กรีดถุงอัณฑะเหนือหลอดอสุจิ – ฟังดูแล้วอาจจะหวาดเสียวสักเล็กน้อย แพทย์จึงมักจะฉีดยาชาให้ก่อนเพื่อให้ให้รู้สึกถึงความเจ็บปวด จากนั้นก็จะทำการผูกและตัดท่ออสุจิ จากนั้นก็เย็บปิดปากแผลตามปกติ
  • ใช้เครื่องมือแพทย์เจาะ – เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะสะดวก แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแบบแรก โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปเพื่อผูกและตัดท่อทางเดินอสุจิ แต่ไม่ต้องเย็บแผลเพราะมีขนาดแผลที่เล็กกว่าวิธีแรกมาก

ถึงจะเห็นว่าการทำหมันชายเป็นการตัดท่อทางเดินอสุจิ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือไม่มีน้ำกามหลั่งออกมาเวลามีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงสกัดไม่ให้อสุจิหลั่งออกมาด้วยเท่านั้น

ข้อจำกัดในการทำหมันชาย

ถึงแม้ว่าการทำหมันชาย จะได้ผลในเรื่องของการคุมกำเนิดได้มากเกือบถึง 100% แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างที่ต้องรู้ คือ

แพทย์ที่ทำการผ่าตัดทำหมันให้ – จะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทาง หรือมีความชำนาญเป็นอย่างมาก บางครั้งจึงอาจต้องจองคิวเป็นเดือนหรือเป็นปี เพื่อให้ได้แพทย์ที่ดีที่สุด

ผลข้างเคียง – อาจเจอกับภาวะแทรกซ้อน เช่น การปวด บวม มีเลือดออกบริเวณที่ผ่าตัด และถ้าหากไม่ดูแลความสะอาดให้ดีก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ หากพบผลข้างเคียงเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์

ไม่ได้เป็นหมันในทันที – มีคนจำนวนมากที่ทำหมันแล้ว ก็ไปมีเพศสัมพันธ์ทันทีเพราะเชื่อมันว่าตัวเองเป็นหมัน ทั้งที่ความจริงจะต้องรอเป็นเวลา 3 เดือน หรือต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิไม่น้อยกว่า 20-25 ครั้ง เพื่อไล่อสุจิที่ค้างอยู่ในหลอดทางเดินอสุจิออกให้หมดเสียก่อน วิธีตรวจสอบที่ดีที่สุด คือให้เก็บน้ำเชื้อไปให้แพทย์ตรวจว่ายังพบตัวอสุจิหรือไม่ หากไม่พบแล้วก็แปลว่าเป็นหมันแล้วนั่นเอง

ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ – ยังเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดอยู่พอสมควร ทั้งที่ความจริงแล้ว การทำหมันชายไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการป้องกันการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ทางเพศสัมพันธ์เลย เป็นเพียงป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิในฝ่ายหญิงได้เท่านั้นเอง หากไม่อยากเจอโรค ก็ต้องใช้ถุงยางควบคู่ไปด้วย

การดูแลตนเองหลังจากทำหมันชาย

Sponsored

หลังผ่าตัดทำหมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันแบบปกติได้ แต่ยกเว้น 3 ข้อนี้

  • ห้ามออกกำลังกาย หรือยกของหนักทุกชนิด หลังผ่าตัด 1-2 วัน เพราะเป็นช่วงที่อาจเกิดการอักเสบได้ง่าย
  • ห้ามให้แผลโดนน้ำหรือเกิดการอับชื้นเป็นเวลา 3 – 7 วัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าแผลจะหายเป็นปกติ และควรคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ ไปก่อน เพราะยังไม่ได้เป็นหมันในทันที

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง

อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้น ว่าการทำหมันชายอาจมีผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งส่วนมากจะพบอาการดังต่อไปนี้

  • เกิดการติดเชื้อ – อาจจะมีอาการบวมแดง และมีหนองไหลจากแผล ซึ่งเกิดจากความไม่สะอาดจึงทำให้ติดเชื้อได้ โดยหากมีอาการแบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • รู้สึกปวดหน่วง ๆ จุก ๆ – เกิดจากความดันภายในร่างกายที่ต้องการหลั่งอสุจิออกมา แต่ไม่สามารถหลั่งออกมาได้ ในระยะแรกจึงอาจจะมีอาการหน่วงๆ อยู่บ้าง
  • เกิดก้อนในถุงอัณฑะ – เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการรั่วของอสุจิรอบแผลผ่าตัด จนทำให้เกิดการสะสมเป็นก้อนได้ แต่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
  • เกิดลิ่มเลือดคั่งในถุงอัณฑะ – เกิดขึ้นได้จากการแตกของหลอดเลือดรอบแผลผ่าตัด สามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการปวดร่วมอยู่ด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไป

จะมีบุตรได้ไหม หากทำหมันชายแล้ว

การมีบุตรจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทำการผ่าตัดแก้หมันเท่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง และแพทย์ต้องเฉพาะทางจริง ๆ โดยยังไม่มีการรับรองความสำเร็จถึง 100% ด้วย หรืออาจจะใช้วิธีเก็บอสุจิบริเวณเนื้อเยื่อรอบอัณฑะเพื่อมาทำเด็กหลอดแก้วแทน ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน

ทีนี้ก็พอจะเข้าใจเกี่ยวกับการทำหมันชายกันบ้างแล้วใช่ไหมเอ่ย ดังนั้นสำหรับคู่รักคู่ไหนที่ฝ่ายหญิงไม่อยากทำหมัน ก็อาจให้ฝ่ายชายทำแทนก็ได้ อย่างไรก็ลองพูดคุมปรึกษากันดู

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : halsat.com

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.huffingtonpost.com

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/