เมื่อพูดถึงโรคมะเร็งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย โดยเฉพาะ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กจำนวนมาก และสามารถเป็นได้ทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังเลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้เกิดจากอะไร มีอาการแบบไหน และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร วันนี้เราก็มีข้อมูลดีๆ มาฝากคุณแม่กันแล้ว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดจากอะไร

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดจากความผิดปกติ ของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งอยู่ในไขกระดูก มีผลทำให้ตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาวเกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ ซึ่งเซลล์เหล่านี้ไม่สามารถเจริญไปเป็นตัวแก่ได้ อีกทั้งยังพัฒนา กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ที่เข้าไปยับยั้งไม่ให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมถึงเกล็ดเลือดอีกด้วย ที่สำคัญอาจก่อให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เป็นอันตรายได้ โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรัง กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรัง

เกิดจากความไม่สมดุลของเลือดในร่างกายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จึงทำให้ร่างกายไม่ได้แสดงอาการที่เจ็บป่วยออกมา จนกว่าเม็ดเลือดขาวจะมีมากจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรังจะมีอาการดังนี้

1.ม้ามโต ตับโต คลำเจอก้อนในท้อง จากภาวะทั้ง 2 อย่าง บางรายมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต อัณฑะโต และมีอาการปวดตามข้อกระดูกต่างๆ ร่วมด้วย

2.เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน และมักจะมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้เลยทีเดียว

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน จะมีเม็ดเลือดแดงน้อยมาก เนื่องจากมีการสร้างเม็ดเลือดขาวเยอะเกินไป และมีเกล็ดเลือดต่ำในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งชนิดนี้จะพบได้มากและบ่อยในเด็ก โดยมีอาการดังนี้

1.จะรู้สึกปวดเมื่อยในกระดูกทั่วร่างกาย

2.มีแผลในปาก น้ำหนักลด เบื่ออาหารอ่อนเพลีย ตามผิวหนังจะมีสีเหลืองหรือมีจ้ำเขียวจ้ำแดงขึ้นตามตัว มีเลือดออกตามไรฟัน ในผู้หญิงก็จะมีประจำเดือนมามากกว่าคนปกติ เลือดกำเดาไหลรวมถึงมีการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ซึ่งเกิดจากการมีเกล็ดเลือดต่ำ นอกจากนี้บางรายก็จะมีอาการเวียนศีรษะ ตาพร่ามัวใน และอาจถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

3.มีอาการปวดท้องแน่นท้องอาเจียน เนื่องมาจากอวัยวะภายในโต เช่น ตับโต ม้ามโต

วิธีการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ช่วงแรกคุณหมอจะรักษาตามอาการ ซึ่งการรักษาผู้ป่วยเด็กในแต่ละราย จะใช้เวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงการตอบสนองต่อยาที่นำมาใช้ด้วย โดยวิธีการรักษาที่นิยมมากที่สุดก็มีดังนี้

1.ใช้เคมีบำบัดสำหรับเด็ก อาจจะเป็นแบบฉีดหรือแบบกินก็ได้ โดยมีระยะการให้ 4 ระยะ ได้แก่

Sponsored
  • ระยะทำลายมะเร็ง
  • ระยะป้องกันการเพิ่ม ของเซลล์มะเร็ง
  • ป้องกัน การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังสมอง
  • ระยะควบคุมให้มะเร็งสงบ ในระยะนี้รักษาควบคุมแล้ว ก็ควรมาพบแพทย์ตามนัดอยู่เสมอ เพราะโอกาสที่จะมะเร็งจะกลับมาอีกก็ยังเป็นไปได้รวมถึงการรักษาผลข้างเคียงด้วย ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รวมถึงผมร่วงได้

2.รังสีบำบัด โดยรังสีบำบัดแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือฉายรังสีฆ่าเซลล์มะเร็ง หรือฉายรังสีที่ม้าม

3.ปลูกถ่ายไขกระดูก โดยหลังจากให้เคมีบำบัด ร่วมกับรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว จากนั้นจึงมีการนำไขกระดูกมาฉีดเข้าทางไขสันหลังเพื่อให้ผู้ป่วยนำไปสร้างเม็ดเลือดที่เป็นปกติได้เอง แต่มีปัจจัยเสี่ยงก็คืออาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายนั่นเอง

การดูแลเมื่อลูกน้อยเป็นมะเร็ง

สำหรับวิธีการดูแล เมื่อลูกน้อยป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็มีดังนี้

  1. ดูแลเรื่องความสะอาดของทุกส่วนของร่างกาย เช่น สุขภาพปากและฟัน ต้องรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ โดยการใช้แปรงสีฟันก็ควรเลือกแปรงชนิดขนอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดมีแผลในปาก ก็จะช่วยลดปัญหาการติดเชื้อได้
  2. ให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์รวมถึง ผัก และผลไม้มากๆ ถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาท้องผูก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกิด ริดสีดวงทวารหรือเป็นแผลขณะขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ง่าย
  3. ให้ดื่มน้ำมากๆ ก็จะช่วยลดการแตกสลายของเม็ดเลือดได้ อีกทั้งจะช่วยขับสารบางอย่างในร่างกายออกมากับน้ำได้เป็นการช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
  4. ดูแลลูกน้อยให้ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น

มะเร็งชนิดอื่นในเด็กที่ต้องระวัง

นอกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวแล้ว ก็ยังมีโรคมะเร็งชนิดอื่นที่อาจพบในเด็กได้อีกด้วย เช่น

  1. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  2. มะเร็งสมองและระบบประสาท
  3. มะเร็งต่อมหมวกไต

สรุป

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กเป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ดังนั้นคุณแม่จึงควรเฝ้าระวังและดูแลลูกอย่างใกล้ชิด รวมถึงควรพาลูกไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการอยู่เสมอด้วย

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.โรคภูมิแพ้ตัวเอง คุณแม่รู้ไหม ลูกน้อยก็อาจเป็นได้

2.หัดกุหลาบ โรคนี้เป็นอย่างไร อันตรายต่อลูกน้อยมากแค่ไหน