เด็กมักใช้ภาษาการสื่อสารง่ายๆ อยู่ร่วมกับผู้อื่นและเข้าใจกฎกติกา สิ่งเหล่านี้เด็กทั่วไปสามารถทำได้กัน เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่หากมีเด็กบางราย ที่ยังไม่ได้มีพัฒนาการตามวัย ไม่สามารถพัฒนาการด้านภาษาได้สมกับวัย แบบนี้ก็ต้องใช้การกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษากับลูกน้อย วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา มาแนะนำกัน

เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาเมื่อใด

จริงแล้วเด็กจะเริ่มเรียนรู้เสียงที่เป็นภาษาของแม่ตั้งแต่อยู่ในท้อง เมื่อคลอดออกมาลูกน้อยก็จะจำเสียงของแม่ได้ และเริ่มเรียนรู้ข้อแตกต่างระหว่างเสียงของแม่และบุคคลอื่นด้วย โดยสมองของเด็กมีความสามารถที่จะแยกแยะเสียงต่างๆ ได้มาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าภาษาใดก็ตามที่เด็กได้ยินมาเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ หากภาษานั้นได้ใช้บ่อยๆ เด็กก็จะจำได้เท่ากับได้เรียนรู้และฝึกฝนไปในตัว โดยการเริ่มต้นเรียนรู้ภาษา ควรจะเริ่มก่อนที่ลูกจะพูดภาษาคำแรกออกมาได้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด  และเมื่อล่วงเลยมาจนครบ 1 ขวบถ้าลูกไม่ได้เรียนรู้ภาษาอื่นเลย ลูกก็จะสูญเสียความสามารถในการได้ยินและแยกแยะความแตกต่างของเสียงในภาษาต่างประเทศออกไป

การกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้านภาษา

ช่วงเวลาสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาของลูก ยังอยู่ในช่วงวัยที่เขาเริ่มหัดเดิน ช่วงนี้ลูกก็จะเริ่มมีคำพูดที่มีความหมาย ที่สามารถสื่อออกมาเป็นคำๆ ได้ ในเด็กบางรายก็สามารถพูดเป็นประโยคง่ายๆได้โดยคุณพ่อคุณแม่ก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของลูก สามารถกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาที่ดีขึ้นได้ดังนี้

1.ชวนลูกพูดคุยบ่อยๆ

โดยแนะนำให้ลูกรู้จักสิ่งของชนิดใหม่ พร้อมกับอธิบายให้ลูกฟังว่ามีประโยชน์อย่างไรเพื่อสามารถให้ลูกได้จดจำ และสามารถสื่อออกมาเป็นคำพูดของลูกได้อย่างถูกต้อง เช่น กำลังจะตักข้าวมาป้อนให้ลูกก็ต้องอธิบายว่าอาหารที่ลูกกำลังจะกินนี้ชื่อว่าอะไร มีประโยชน์อย่างไร

2.ท่าทางและการกระทำเชิงสัญลักษณ์

การพัฒนาการด้านภาษาของลูกสามารถใช้ท่าทาง รวมถึงการกระทำควบคู่ไปกับคำพูดที่คุณแม่อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการสื่อสาร อย่างเช่น สาวน้อยของแม่ได้เวลาอาบน้ำสระผมฟอกกสบู่หอมๆ กันแล้วจ้า เมื่อถึงเวลาอาบน้ำให้ลูก คุณแม่ก็ควรจะอธิบายถึงของใช้ที่จะหยิบมาใช้กับลูกว่าแชมพูใช้สระผม สบู่ใช้อาบน้ำ ทั้งสบู่และแชมพูมีกลิ่นหอม

3.เปิดโอกาส ให้ลูกได้สื่อสาร

คุณแม่ควรใช้คำถามง่ายๆ กับลูก และรอลูกโต้ตอบกลับมา เช่น ถามว่า วันนี้ลูก จะไปเที่ยวไหน วันนี้ลูกจะทานขนมชิ้นไหน อยากทานผลไม้อะไร โดยมีการหยุดรอที่จะให้ลูกคิด และตอบคำถามเหล่านั้นก่อน ซึ่งคุณแม่ไม่ควรรีบพูดเรื่องอื่น จนลูกพลาดโอกาสที่จะได้ตอบคำถามของแม่

4.ใช้คำง่ายๆ ประโยคสั้นๆ

เช่นวันนี้คุณแม่ควรจะถามลูกว่า ลูกกินข้าวหรือยัง แทนคำว่าลูกรับประทานหรือยัง หรือใช้คำว่าฉี่ แทนจะใช้คำว่าปัสสาวะกับลูก ซึ่งเป็นคำที่ยาวและลูกจะจำได้ยากกว่า

5.พูดซ้ำๆ

ลูกยังเรียกบางอย่างไม่ถูกต้อง เช่น ลูกชอบกินข้าวต้มกุ้ง แม่ถามว่าลูกกินข้าวต้มไหม ลูกบอกกินกุ้น คุณแม่ก็ต้องพูดกับลูกว่ากุ้งเหรอคะ ลูกอยากกินกุ้งใช่ไหมจ๊ะ คุณแม่ต้องพูดซ้ำในคำที่ถูกต้องบ่อยๆ เพื่อให้ลูกจดจำนั่นเอง

6.ทำให้เป็นเรื่องสนุก

ลูกได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่สนุกและสร้างสรรค์ ก็จะช่วยจูงใจให้ลูกได้ผลลัพธ์ที่ดี ถ้าคุณแม่จะให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ไปพร้อมกับท่าทางประกอบแล้วก็จะจดจำได้อย่างรวดเร็ว เช่น การสอนผ่านเพลงแปรงฟัน

7.ไม่หยุดสอน

เมื่อถึงเวลาที่ลูกเริ่มคุยได้แล้วคุณแม่ก็ควรสอนต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ควรหาคำศัพท์ที่ยากขึ้นมีหลายพยางค์มาพูดกับลูก และสังเกตว่าลูกพร้อมที่จะเรียนรู้คำยากหรือไม่

8.เรียกชื่อลูก

การเรียกชื่อลูกทุกครั้งหรือก่อนจะถามหรือพูดอะไร ให้มองตาลูกด้วยขณะที่พูด การทำเช่นนี้จะทำให้ลูกทำความเข้าใจและโฟกัสในสิ่งที่แม่พูดได้

9.ใช้ภาพประกอบ

Sponsored

มีภาพหนึ่งภาพสามารถจะมาอธิบาย เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ด้านภาษาของลูกได้หลากหลาย ทั้งนี้คุณแม่ก็จะใส่ความรู้ที่เชื่อมโยงในตัวหนังสือกับเรื่องจริงหรือจินตนาการก็ได้ เช่น ภาพแพะ 1 ตัว คุณแม่สามารถอธิบาย คุณลักษณะของแพะ บอกประโยชน์ และความน่ารัก แพะเป็นเพื่อน สามารถมีนมให้ลูกกินได้ แพะร้องเสียงยังไง

10.อ่านหนังสือกับลูก

คุณแม่ได้อ่านหนังสือกับลูกนั้นเป็นการเรียนรู้ด้านภาษาของลูกที่ดีมากๆ เพราะวไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาในเรื่องของ การเข้าใจคำศัพท์ การเชื่อมโยงคำกับรูปภาพ และยังทำให้ลูกได้มีทัศนคติที่ดีต่อหนังสือ โดยควรอ่านเป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-20 นาที ขณะที่อ่านคุณแม่ก็ควรมองตาลูกด้วยว่าเรื่องที่แม่เล่าหรือพูดคุยนั้นคุณแม่ไม่ถามลูกมากเกินไป อาจจะปล่อยให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มต้นสื่อสารบ้างเพราะลูกจะได้แสดงออกมาว่าลูกคิดอย่างไร

สิ่งที่ต้องมี ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

คุณแม่จะต้องมีอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ ซึ่งได้แก่

1. ของเล่นประเภทที่มี ปุ่มกด ขนาดใหญ่เพื่อจะได้ให้ลูกได้ใช้นิ้วสัมผัส และหากมีเสียงออกมาด้วยจะดีมาก

2. ตุ๊กตาพูดได้

3. หนังสือผ้าหรือหนังสือกระดาษแข็งทุกหน้า

อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา ต้องส่งเสริมอย่างไร

อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา ต้องมีเทคนิคการสอนดังนี้

1. เริ่มตั้งแต่ลูก 1-2 เดือนคุณพ่อคุณแม่ ให้หาบัตรคำที่มีรูปสิ่งต่างๆ มาเล่นกับลูก โดยพูดออกเสียงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้องให้ลูกฟัง

2. สร้างสภาพแวดล้อมให้เป็นภาษาอังกฤษ โดยคุณแม่นำแผ่นภาพที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือเล่านิทาน อ่านหนังสือ รวมถึงเปิดเพลงสนุกๆ ให้ลูกฟัง

3. ถึงวัย 8 เดือนที่เริ่มพูดได้บ้างให้กระตุ้นการพูดกับลูก ด้วยวิธีถามตอบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

4. เมื่อย่าง 9 เดือน ลูกก็สามารถเข้าใจสิ่งรอบตัวได้ทั้งสองภาษา คุณแม่ควรสะสมคำศัพท์ให้ลูกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านจากการเรียนรู้ จากการวาดรูปภาพสิ่งของรอบตัว รวมถึงเล่นทายคำศัพท์จากรูปภาพ

5. วัย 2 ขวบให้เริ่มดูการ์ตูนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยช่วงแรกให้ดูได้เล็กน้อย จนค่อยๆ เพิ่มเวลา ให้ดูวันละประมาณ 1-2 ชั่วโมง

6. ช่วงวัย 2 ขวบครึ่งลูกก็พูดคล่องทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ตอนนี้ก็ให้ลูกเข้าโรงเรียนที่สอนสองภาษาเลย เพราะว่าจะทำให้ลูกฝึกฝนเรื่องภาษาเก่งขึ้น

การพัฒนาด้านภาษาของลูก สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัย 0-3 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่ลูกเรียนรู้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนการเรียนรู้ด้านภาษาที่ 2 หรือที่3นั้นก็ควรจะให้ลูกได้เริ่มก่อนที่ลูกจะอายุครบ 1 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุด หากล่วงเลยไปแล้วความสามารถของลูกก็จะจดจำได้แค่เพียงภาษาเดียว คือภาษาแม่เท่านั้น และเมื่อมาเรียนตอนโต สำเนียงจะไม่ค่อยได้นั่นเอง

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.7 เรื่องที่พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้ เพื่อ การเลี้ยงลูก อย่างปลอดภัย

2.การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต้องเตรียม 7 สิ่งนี้ให้พร้อม