ไวรัสตับอักเสบบี อีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรง และเป็นปัญหาที่สำคัญของสาธารณสุขประเทศไทย เนื่องจากในประเทศไทยพบว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสูงถึง 5% ของประชากร

ไวรัสตับอักเสบบี

โดยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนมากเกิดจาก “การแพร่เชื้อจากแม่ไปสู่ลูก (Maternal to Child Transmission)” และพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถึง 8% ของคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่ท่านใดที่ไม่รู้ว่า “เชื้อไวรัสตับอักเสบบี” เป็นอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกค่ะ

ไวรัสตับอักเสบบี

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

การติดเชื้อไวรัสตัวอักเสบบี (Hepatitis B viral infection) จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อเสียชีวิตแบบเฉียบพลันค่ะ เพราะไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดบี สามารถติดต่อได้ทางเลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น ๆ เช่น น้ำเหลือง ซึ่งคุณแม่อาจจะได้รับเชื้อได้ดังนี้ค่ะ

  1. การมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกัน
  2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือใช้เข็มสักตามร่างกายร่วมกัน รวมถึงการเจาะหูด้วยค่ะ
  3. การใช้แปลงสีฟัน มีโกน ที่ตัดเล็บร่วมกัน
  4. การติดเชื้อขณะคลอดจากแม่ที่มีเชื้อ (หากพบว่าคุณแม่มีเชื้อลูกก็มีโอกาสได้รับเชื้อถึง 90%)
  5. การสัมผัสเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โดยผ่านเข้าทางบาดแผล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ค่ะ

ทั้งนี้ เชื้อจะไม่สามารถติดต่อกันทางลมหายใจ อาหาร น้ำดื่ม การให้นมูก และการจูบกันค่ะ (ถ้าปากไม่มีแผลนะ)

อาการทั่วไปของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการโดยทั่วไปของโรคนี้ จะแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะค่ะ นั่นคือ ระยะเฉียบพลัน และ ระยะเรื้อรัง

  • ระยะเฉียบพลัน

ในระยะนี้ ผู้ที่ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการภายใน 1 – 4 เดือนหลังการติดเชื้อค่ะ คุณแม่อาจจะพบว่าเริ่มเป็นไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง มีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา เริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผื่นขึ้น ปวดตามข้อ สำหรับคุณแม่บางท่านอาจจะพบอาการที่รุนแรงกว่านี้ เพราะเซลล์ตัวถูกทำลายเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้เกิดภาวะตับวายได้ ซึ่งอันตรายทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างมาก

แต่อาการตับอักเสบระยะนี้จะดีขึ้นภายใน 1 – 4 สัปดาห์ค่ะ และจะหายได้เองตามปกติ เมื่อร่างกายของคุณแม่สามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ (ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนค่ะ) แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณแม่ทุกคนจะสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดนะคะ เพราะประมาณ 5 – 10% ยังมีโอกาสติดเชื้อโรคตับอักเสบบีเรื้อรังอยู่

  • ระยะเรื้อรัง

ในระยะนี้ เราขอแบ่งกลุ่มคุณแม่ที่ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มนะคะเพื่อความชัดเจน กลุ่มแรกคือ “พาหะ” คุณแม่ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย จะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อสู่ลูกได้ ผลการตรวจเลือดจะพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรรีบไปฝากครรภ์ทันที เพื่อให้อยู่ในการดูแลของแพทย์ หากพบว่าคุณแม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แพทย์จะสามารถยับยั้ง และรักษาได้ทันท่วงทีค่ะ และกลุ่มที่ 2 คือ “ตับอักเสบเรื้อรัง” คุณแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ ซึ่งส่วนมากจะไม่มีอาการ คุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย และเบื่ออาหารได้ ทั้งนี้การติดเชื้อแบบเรื้องรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดค่ะ

ผลกระทบของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่อการตั้งครรภ์

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปเป็นผลกระทบในด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจนค่ะ ดังนั้นการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะให้การดูแลเช่นเดียวกับคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติ เนื่องจากยังมีการศึกษาไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง แต่การศึกษาสามารถสรุบได้ดังนี้ค่ะ

ผลต่อคุณแม่ตั้งครรภ์

Sponsored

คุณแม่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และความดันโลหิตสูง ทั้งยังพบว่าอาจจะมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดก่อนคลอด ซึ่งทำให้การคลอดก่อนกำหนดได้เนื่องจากรกลอกตัวก่อนกำหนดแล้วชักนำการคลอดให้เร็วกว่าที่ร่างกายของคุณแม่จะพร้อมคลอดเองตามธรรมชาติ ส่งผลให้ต้องคลอดโดยการผ่าคลอด ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีกับตัวของคุณแม่เอง และทารกในครรภ์

ผลต่อทารกในครรภ์

หากพบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทารกในครรภ์ก็จะได้รับเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกได้ง่าย และผลกระทบอื่นๆ  ก็คือ การคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ และ 37 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ทารกที่เกิดก่อนกำหนด ไม่แข็งแรง ร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% และไม่พร้อมที่จะออกมาสู้กับโรคภายนอก ที่สำคัญการเกิดน้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์คลอดนั้น อาจจะทำให้แท้ง และการตายระหว่างคลอดได้สูงค่ะ

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี

การรักษาในทารกแรกเกิดส่วนมาก จะทำโดยการให้วัคซีน และอิมมูโนโกลบูลิน ที่ช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ถึง 90 – 95% เลยทีเดียว แต่ก็ยังมีอีก 5 – 10% ที่มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นเดียวกันค่ะ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน จะได้รับการตรวจเลือด เพื่อดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงมุ่งเน้นไปที่การดูแลเพื่อลดการติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกค่ะ โดยการให้วัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินหลังทารกคลอดได้ 12 ชั่วโมง

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อจะได้รับการดูแลดังนี้ค่ะ

คุณแม่ตั้งครรภ์ จะได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีลงได้ โดยการฝากครรภ์ครั้งแรก คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องผ่านการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) หากพบว่าผลการตรวจผิดปกติคุณแม่จะได้รับการตรวจ HBeAg และ liver function test ส่งปรึกษาอายุรกรรมต่อไปค่ะ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่พบว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ แนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้

  1. รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  2. ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์เด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ
  3. รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่า ตับมีอาการอักเสบมากน้อยเพียงใด
  4. บอกคนใกล้ชิดให้ทราบ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  5. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  6. ไม่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะไม่ดีต่อสุขภาพของทารกด้วย
  7. พักผ่อนให้เพียงพอทั้งร่างกายและจิตใจนะคะ
  8. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  9. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอทุกวัน ที่สำคัญอาหารเหล่านั้นต้องสุก และสะอาดด้วยค่ะ ลดการรับประทานอาหารไขมันสูง และเนื้อสัตว์ที่ไหม้จนเกรียม
  10. คุณแม่ตั้งครรภ์ และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดค่ะ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

เด็กทารกแรกเกิดจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มากกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่ เพราะร่างกายของเด็กทารกยังมีภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสต่าง ๆ ได้น้อย ดังนั้นเพื่อป้องกันคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ ไปตามแพทย์นัดทุกครั้งนะคะ นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะ ควรตรวจเลือดเพื่อทราบถึงภาวะของการติดเชื้อก่อนการฉีดวัคซีน และการฉีดวัคซีนนั้นจะต้องฉีดให้ครบชุดจำนวน 3 เข็มค่ะ หลังจากนั้นวัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/