หลังคลอดลูกและทำการแจ้งเกิดเรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำให้ลูกน้อย ก็คือ บัตรทอง สำหรับเด็กนั่นเอง โดยเป็นสิทธิประกันสุขภาพ ที่จะให้การดูแลสุขภาพและรักษาอาการป่วยของเด็ก โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งวันนี้เราก็จะพาไปดูกันว่า การทำบัตรทองสำหรับเด็ก จะต้องทำอย่างไร และได้รับสิทธิอะไรบ้าง โดยมีข้อมูลดังต่อไปนี้

วิธีการทำ บัตรทอง สำหรับเด็ก

ก่อนจะทำบัตรทองให้กับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูก่อนว่า ลูกรักของคุณมีสิทธิที่จะทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้หรือไม่ โดยจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ประการด้วยกัน คือ จะต้องเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนอย่างถูกต้อง ซึ่งจะได้มาตั้งแต่ทำสูติบัตรแจ้งเกิด และที่สำคัญเลยก็คือ จะต้องไม่มีสิทธิรักษาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม หรือสิทธิคุ้มครองหลักประกันสุขภาพที่ทางรัฐเป็นผู้ออกให้ เป็นต้น โดยสามารถไปติดต่อทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ที่อนามัยในเขตพื้นที่ หรือสถานที่ที่รองรับนั่นเอง

การทำ บัตรทอง ให้ลูก ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

เมื่อตรวจสอบดูแล้ว พบว่าลูกน้อยเข้าตามเกณฑ์สิทธิที่สามารถทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ก็ต้องมาเตรียมเอกสารให้พร้อมกันก่อนเลย เพื่อความรวดเร็วในการยื่นทำบัตร และไม่ต้องเสียเวลาในการวิ่งวุ่นหาเอกสาร หากเตรียมไปไม่ครบนั่นเอง ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ในการทำบัตรทองเด็ก ก็มีดังนี้

  1. สำเนาสูติบัตรของลูก
  2. สำเนาบัตรประชาชน ของพ่อแม่
  3. และสำเนาทะเบียนบ้าน

โดยเอกสารเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเซ็นต์สำเนาถูกต้องให้เรียบร้อยลงบนเอกสารทุกใบ เมื่อพร้อมแล้วก็ไปแจ้งทำบัตรทองกันได้เลย

สิทธิที่ลูกน้อยจะได้รับจาก บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อยากรู้ใช่ไหม ว่าเจ้าตัวน้อย จะได้รับสิทธิอะไรในบัตรทองบ้าง ไปดูข้อมูลกันเลย

1.การฉีดวัคซีนและรับวิตามิน

สิทธิข้อแรกเลย ก็คือการฉีดวัคซีนและรับวิตามินนั่นเอง ซึ่งโดยปกติหลังคลอดแล้ว จะต้องพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนตามกำหนดหรือตามใบนัดจากแพทย์เสมอ โดยหากมีบัตรทอง ก็สามารถพาลูกไปฉีดได้ฟรี แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเลยทีเดียว หรือจะพาลูกไปรับวิตามิน ก็รับได้ฟรีเหมือนกัน

2.สิทธิการรักษาพยาบาล

เมื่อลูกมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย สามารถพาลูกไปรักษาพยาบาลได้ฟรี ในโรงพยาบาลที่ได้ระบุสิทธิเอาไว้ในบัตร ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุไว้เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของเด็ก แต่ทั้งนี้ก็สามารถทำเรื่องย้ายสิทธิโรงพยาบาลได้ หากมีความจำเป็น

3.การตรวจสุขภาพ

Sponsored

ลูกน้อยจะได้รับสิทธิการตรวจสุขภาพฟรี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปตรวจสุขภาพได้เสมอ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการตรวจสุขภาพเช่นกัน

4.ได้รับสิทธิการป้องกันโรค

ในช่วงที่โรคบางชนิดกำลังระบาด หากมีวัคซีนที่ป้องกันได้ ก็สามารถพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนั้นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

5.การประเมินภาวะโภชนาการ

หากต้องการทราบว่า ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่ดีและเหมาะสมหรือไม่ ก็สามารถพาไปประเมินที่โรงพยาบาลได้ฟรี พร้อมรับคำแนะนำที่ดีในการเสริมโภชนาการที่ดีให้กับลูกรักอีกด้วย

ต้องการย้ายสิทธิรักษา ทำอย่างไร

เนื่องจากบางคนย้ายที่อยู่ ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาด้วยบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ดังนั้นจึงต้องทำการย้ายสิทธิการรักษาตามไปด้วย ซึ่งการย้ายสิทธิต้องทำอย่างไร เราไปดูกันเลย

  1. ติดต่ออนามัยที่อยู่ใกล้บ้านของคุณ หรือในพื้นที่ที่ต้องการย้ายสิทธิการรักษาของลูกมา
  2. นำเอกสาร ซึ่งได้แก่ บัตรประชาชน หรือสูติบัตรของลูก/บัตรประกันสุขภาพเดิม และสำเนาทะเบียนบ้านในเขตไปยื่นที่อนามัย
  3. แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการย้ายสิทธิปลายทาง
  4. รอประมาณ 15 วันหลังดำเนินการ ก็สามารถใช้สิทธิการรักษาในโรงพยาบาลที่ย้ายเข้าได้

สรุป

และนี่ก็คือสิทธิที่ลูกน้อยของคุณจะได้รับจากการทำบัตรทองนั่นเอง ดังนั้นหลังคลอดลูกเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมไปดำเนินเรื่องทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เรียบร้อยด้วย เพื่อที่เจ้าตัวน้อยจะได้รับสิทธิการดูแลสุขภาพที่ดีจากโรงพยาบาล รวมถึงคุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายด้วยนั่นเอง

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.ลูกไม่กินข้าว เกิดจากอะไร และวิธีการรับมือ
2.เพราะอะไร ลูกมักอาเจียนหลังดื่มนม และเป็นอันตรายไหม