อาหารสำหรับเด็ก คุณแม่คนไหนที่มีลูกน้อยวัย 6 เดือน ถึง 2 ปีขยับเข้ามาทางนี้ค่ะ คนท้องมีข้อมูลดี ๆ ที่คัดมาเด็ด ๆ เน้น ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าอาหารประเภทไหนที่เราไม่ควรให้ลูกน้อยทาน เพราะอาจสร้างปัญหาต่อสุขภาพ รวมถึงทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ มาเริ่มทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อาหารสำหรับเด็ก

อาหารสำหรับเด็ก วัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง

1.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวังเพราะร่างกายของลูกน้อยยังไม่มีภูมิต้านทานมากเหมือนผู้ใหญ่ การปรุงอาหารสำหรับเขาจึงควรมั่นใจว่า อาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ และนิ่มสำหรับการเคี้ยวของลูกน้อย เช่น หากเป็นเมนูเนื้อก็ควรปรุงเนื้อให้สุกและบดนิ่ม หรือการต้นผักก็ควรต้มจนสุกและนิ่มมากพอที่ลูกน้อยจะสามารถเคี้ยวได้อย่างสบาย หรือการปรุงเมนูไข่ อย่างการต้มควรต้มไข่ให้สุก ไม่ใช่การต้มแบบสุด ๆ ดิบ ๆ เป็นยางมะตูม เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งหากไม่ใส่ใจกับตรงนี้ ก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยได้

2.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารรสเค็ม ควรมีการงดปรุงอาหารด้วยเกลือสำหรับลูกน้อยวัยนี้ก่อนนะคะ เพราะผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าในวัยนี้ไตของลูกน้อยกำลังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา จึงทำให้ไม่พร้อมสำหรับการกรองอาหารรสเค็ม ซึ่งจริง ๆ แล้วการปรุงอาหารให้ลูกในวันนี้หากปรุงรสธรรมชาติก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น หมู ปลา ไก่ เนื้อ ผักต่าง ๆ ก็ให้รสชาติอยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรปรุงอะไรเพิ่มเติมให้มากนะคะ และไม่ต้องใช้ความรู้สึกของเราเป็นตัวรับรสแทนลูกน้อยนะคะ

3.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารสหวาน ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ออกมาบอกข้อมูลว่าเด็กที่อายุต่ำกว้า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องทานอาหารรสหวาน หรืออาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ลืมใส่ใจให้ลูกน้อยทานหวาน ก็จะทำให้เขาติดรสชาติหวานขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพตามมาอย่างที่เราเห็นข่าวกัน นั่นคือเด็กไทยติดหวาน จนกลายเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น

4.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เจลลี่ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดอันตรายกับลูกน้อยเวลาทานได้ เช่น เจลลี่ลื่น ๆ นุ่ม ๆ รูปทรงกลม ๆ รี ๆ เพราะหากไม่ระวังอาจเกิดอันตรายเจลลี่หรือขนมลื่นไปติดหลอดลมลูกน้อยได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็คงเคยเห็นข่าวกันมาบ้าง ดังนั้นอะไรที่ป้องกันได้ควรป้องกันไว้จะดีที่สุดค่ะ

5.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ น้ำผึ้ง เพราะน้ำผึ้งจะทำให้เกิดอาการท้องผูก หรือเบื่ออาหาร เนื่องจากน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับลำไส้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ได้

6.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ น้ำอัดลม อันนี้ต้องระวังให้มากนะคะ เพราะเป็นอันตรายต่อกระเพาะและสุขภาพของลูกน้อยในระยะยาว ทางที่ดีควรฝึกนิสัยให้ลูกน้อยเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทนี้ไปเลยได้ยิ่งดีค่ะ

7.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ นมวัว ถั่วลิสง วอลนัท อัลมอนด์ ข้าวสาลี อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก เป็นต้น ยิ่งหากครอบครัวไหนที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งต้องระวังมากขึ้น โดยอาการแพ้อาหารที่สามารถสังเกตได้ เช่น งอแง ร้องไห้ เป็นผื่น ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือด หายใจไม่ออก เป็นต้น ดังนั้นเมื่อจะให้ลูกน้อยทานอะไร คุณพ่อคุณแม่ควรมีการตรวจสอบเรื่องนี้ให้ดี ๆ

Sponsored

8.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ สตรอเบอร์รี่ นั่นเพราะเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ได้ ด้วยโปรตีนที่อยู่ในสีแดงของสตรอเบอร์รี่ จะส่งผลให้ร่างกายลูกน้อยเกิดการแพ้ได้นั่นเอง

9.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่  ช็อคโกแลต แม้ลูกน้อยจะชอบ ตัวคุณพ่อคุณเองก็ก็ชอบ แต่อย่าลืมนะคะว่าลูกน้อยของเรายังเล็กอยู่  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรทานช็อคโกแลต เพราะส่วนผสมของช็อคโกแลตมีคาเฟอีน เมื่อลูกน้อยทานเข้าไป จะทำให้เกิดการปวดศีรษะได้ ทั้งส่วนผสมอื่น ๆ อย่างนมกับ  ถั่วลิสง ก็ยิ่งทำให้เกิดการกระตุ้นต่ออาการแพ้อาหารของลูกน้อยได้เช่นเดียวกัน

10.อาหารสำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชีส เนื่องจากชีสมีส่วนผสมที่อาจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่ควรทานชีสจะดีที่สุดค่ะ

เคล็ดลับดี ๆ แบบนี้มีไว้เพื่อ …แชร์วนไป…นะคะคุณแม่ ๆ ^^

ขอบคุณภาพ : www.ummykitchens.wordpress.com

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/