เวลาลูกน้อยเป็นไข้ ตัวร้อน ไม่สบาย สร้างความวิตกกังวลแก่คุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องธรรมดา เพราะทุกครั้งที่ลูกเจ็บป่วยคุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด บางคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยทีเดียว แต่ถ้าลูกเป็นโรคลมชักล่ะ คุณจะต้องทำอย่างไร มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้และไม่ได้ศึกษาไว้ก่อนเพียงเพราะคิดว่าลูกของเราคงจะไม่เป็น ทั้งนี้อย่าชะล่าใจไปนะคะ เพราะโรคนี้อาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับโรคลมชักในเด็กกันเลยดีกว่า

โรคลมชักในเด็ก เกิดจากอะไร

การที่ลูกน้อยเป็นลมชักนั้น เกิดจากความผิดปกติของการนำกระแสประสาทในสมอง ส่งผลให้ร่ายกายเกิดการชักเกร็ง เด็กที่เป็นลมชักชนิดนี้จะไม่รู้สึกตัวและไม่ทราบว่าตัวเองเป็น เราจะเรียกกันว่า ลมบ้าหมู อาจมาจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติของสมอง เช่น ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก ขาดออกซิเจน เนื้องอกในสมอง หรือการติดเชื้อในระบบประสาท สำหรับลูกน้อยที่เป็นโรคลมชักจากการที่สมองได้รับอันตรายนี้ มักจะมีการพัฒนาการในส่วนของร่างกายและสมองผิดปกติควบคู่ไปด้วย

อาการของโรคลมชัก

โรคลมชักแสดงอาการได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าในสมองว่ามีความผิดปกติในส่วนใด รุนแรงมากน้อยแค่ไหน บางคนยากต่อการสังเกตุคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกน้อยเป็นโรคลมชัก

ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรมองข้าม หรือละเลยต่ออาการแปลกๆ หรือมีการเรียนรู้และพัฒนาการที่ช้าลงของลูกน้อย โดยเฉพาะอาการเหม่อลอย เรียกแล้วไม่ตอบสนอง หัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ มีภาพหลอนหรือหูแว่ว  โรคลมชักในเด็กมักเกิดขึ้นกับลูกน้อยช่วงอายุระหว่าง 5-10 ปี

การวินิจฉัยโดยแพทย์

การวินิจฉัยโรคลมชัก ทางการแพทย์เพื่อต้องการทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริง เพื่อที่จะได้ผลการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางคุณหมอจะมีการซักประวัติอย่างละเอียดแล้วใช้เครื่องมือในการตรวจหาตำแหน่งความผิดปกติในสมองได้อย่างแม่นยำ เครื่องมือเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้

1. การตรวจโดยใช้คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ทางการแพทย์นิยมใช้เครื่องนี้ในการคำนวณตำแหน่งสมองที่ส่งผลให้มีอาการชัก รวมไปถึงการวินิฉัยชนิดของโรคลมชักอีกด้วย

2. การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) และ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อทางแพทย์จะได้เห็นภาพความผิดปกติได้ชัดเจนมากขึ้น จะได้การันตรี หรือรู้สาเหตุได้อย่างแม่นยำ

3. การตรวจสเปค (SPECT) สำหรับการตรวจลักษณะนี้จะเป็นการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือดดำของลูกน้อย เพียงเพื่อหาจุดความผิดปกติของสมองที่ทำให้ลูกน้อยเกิดโรคลมชัก

4. การตรวจเพทสแกน (PET Scan)  ทางคุณหมอจะใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับการตรวจอื่นๆ ในการหาตำแหน่งของสมอง ที่สามารถทำให้เกิดการชักได้ เพื่อที่จะได้รักษาได้ตรงจุด

วิธีการรักษา

1. หากมีข้อสงสัย หรือสังเกตุเห็นอาการลูกน้อยแปลกๆ เข้าข่ายเป็นโรคลมชัก คุณพ่อคุณแม่สามารถพาไปให้คุณหมอตรวจ หากได้รับคำยืนยันว่าลูกน้อยเป็นโรคนี้ ลูกน้อยจะได้รับยาอย่างถูกต้อง

2. ก่อนที่จะไปพบแพทย์ คนใกล้ชิดจะต้องสังเกตุด้วยว่าลูกน้อยมีอาการชักอย่างไร บ่อยแค่ไหน ปกติมักจะชักช่วงเวลาไหน นานแค่ไหน คุณหมอจะได้วินิฉัยได้อย่างตรงจุด รวมไปถึงการเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลและการติดเชื้อต่างๆอีกด้วย

3. จะต้องใส่ใจให้ลูกน้อยรับยาอย่างสม่ำเสมอ การชักแต่ละครั้งส่งผลต่อการพัฒนาการของลูกน้อย เรียนไม่รู้เรื่อง ก้าวร้าวมากขึ้น ส่วนอาการชักจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเริ่มโตขึ้น

วิธีการป้องกัน

1. แม้ว่าโรคลมชักในวัยเด็กจะมีสาเหตุเกิดมาจากการกรรมพันธุ์หรือไม่สามารถหาสาเหตุได้เป็นส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนปกติ หรือคนทั่วไปนั้นไม่สามารถเป็นได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดลมชัก คุณแม่สามารถป้องกัน หรือดูแลลูกน้อยไม่ให้ได้รับอุบัติเหตุโดยศีรษะมีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

Sponsored

2. คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลรักษาสมองให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

3. ดูแลตัวลูกน้อยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง พักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

นอกจากนี้การป้องกันแล้วสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนัก คือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ลูกน้อยที่เป็นลมชัก โดยมีวิธีดังนี้

1. เมื่อเห็นว่าลูกน้อยมีอาการลมชักให้นอนราบกับพื้นตะแคงศีรษะไปด้านข้าง

2. บางครั้งคุณพ่อคุณแม่กลัวลูกน้อยกัดลิ้น ห้ามงัดปากหรือเอาสิ่งของสอดเข้าไปในปากเด็ดขาด เพราะจะทำให้ลูกน้อยยิ่งดิ้น อาจทำให้ฟันหักหรือสิ่งของตกเข้าไปในคอได้จนเกิดอันตรายได้

3. กรณีที่ลูกน้อยหยุดชักเองภายใน 5 นาทีไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที คุณแม่สามารถพามาในวันรุ่งขึ้นได้ แต่ถ้านานกว่า 5 นาที หรือมีการชักซ้ำเกิน 1 ครั้งภายในวันเดียวกันนั้นจะต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด

แม้ว่าโรคลมชักจะเป็นอันตรายกับลูกน้อยของคุณ คุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ ยังพอมีแนวทางในการรักษาและวิธีการรับมือ บ้านไหนที่เจอกับสถานการณ์เหล่านี้จะต้องตั้งสติและรีบปฐมพยาบาลลูกน้อยก่อนไปส่งโรงพยาบาล อย่าเพิ่งวิตกกังวลหรือกระวนกระวายไป โฟกัสที่ลูกน้อยเป็นหลักสำคัญสุด

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.10 อาหารเพิ่มน้ําหนักลูก เหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักน้อย

2.อาหารที่แม่กิน มีผลต่อการสร้างน้ำนม จะเลือกกินอย่างไรดี