ผื่นผ้าอ้อม … เมื่อใดก็ตามที่พบว่าลูกน้อย มีผื่นแดง ๆ ขึ้นบริเวณก้น และอวัยวะเพศ ไม่ว่าจะมีอาการรุนแรง หรือไม่รุนแรง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า อาการที่เกิดขึ้นนี้ คืออาการของโรค “ผื่นผ้าอ้อม”

ผื่นผ้าอ้อม

ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่จะเกิดขึ้นกับเด็กช่วงวัยนี้ (4 – 12 เดือน) เนื่องจากผิวของเด็กยังบอบบาง เมื่อมีการเสียดสี หรือการหมักหมมกับความเปียกชื้นของปัสสาวะในผ้าอ้อม หรือแพมเพิร์ส ก็ทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมขึ้นได้ ซึ่งเราก็ได้รวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับผื่นผ้าอ้อมมาให้คุณแม่ได้ทำความเข้าใจ และหาวิธีป้องกันการเกิดโรคนี้กับลูกน้อย

ผื่นผ้าอ้อม ป้องกันได้ด้วยวิธีเหล่านี้

สาเหตุของโรคผื่นผ้าอ้อม

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถึงแม้จะเรียกโรคนี้ว่า “ผื่นผ้าอ้อม” แต่ไม่ได้หมายถึงจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุผ้าอ้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีก และอาการก็จะแสดงแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

การเสียดสี และการเปียกชื้นของผ้าอ้อม – เมื่อเกิดการเสียดสี หรือทนต่อความเปียกชื้นเป็นเวลานาน ๆ ไม่ไหว ผิวของทารกซึ่งมีความบอบบางเป็นพิเศษ ก็จะเริ่มเกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดการบวม แดง ร่วมกับมีผื่นขึ้นเล็กน้อย บริเวณก้น ต้นขา และอาจลามไปถึงอวัยวะเพศ ถ้าหากไม่มีการดูแลรักษาความสะอาดด้วยการเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือผ้าอ้อมบ่อย ๆ ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้

การติดเชื้อรา  – ผื่นผ้าอ้อมที่มาจากสาเหตุนี้จะมีความรุนแรงขึ้นมาหน่อย เพราะเด็กจะมีอาการ มีผื่นที่เป็นจุดแดง ๆ เต็มไปหมด ถ้ามีความรุนแรง ก็อาจจะพบว่าเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำ ร่วมกับมีความแข็งขึ้นจนเห็นขอบของผื่นคัน สังเกตได้ชัดจากการแพร่กระจายไปตามบริเวณต่าง ๆ ไม่ใช่แค่บริเวณก้นและต้นขาอย่างเดียว ยิ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลให้ถูกวิธี ก็อาจพบการเหวอะของแผล ซึ่งเป็นเหตุให้ทารกรู้สึกเจ็บและไม่สบายตัวได้ เพราะฉะนั้นหากพบเห็นผื่นที่มีลักษณะแบบนี้ ควรพาลูกไปพบแพทย์จะดีที่สุด

การติดเชื้อแบคทีเรีย – มีติดเชื้อราแล้ว ก็ต้องมีติดเชื้อแบคทีเรีย ที่อาการจะมีความรุนแรงค่อนข้างมาก เพราะผื่นจะมีอาการตกสะเก็ด ร่วมกับมีน้ำเหลือง หรือมีหนองไหลออกมาจากแผลได้ ถ้าหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา

วิธีป้องกันโรคผื่นผ้าอ้อมด้วยตัวเอง

Sponsored
  • การป้องกันผื่นผ้าอ้อมที่ง่าย และดีที่สุด ก็คือการทำให้ก้นของลูกน้อยแห้งอยู่ตลอดเวลา ด้วยการเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือแพมเพิร์สบ่อย ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น หรือการหมักหมมของปัสสาวะและอุจจาระ ถึงแม้ว่าจะให้ลูกนอนในห้องแอร์ตลอด ก็ต้องมีการเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ๆ เช่นกัน เนื่องจากความเย็นสบายของแอร์นั้น ไม่ได้เข้าไปถึงก้นของลูกจนทำให้แห้งสนิทได้ตลอดเวลา
  • เมื่ออาบน้ำให้ลูกเสร็จแล้ว ไม่ควรใส่แพมเพิร์ส หรือผ้าอ้อมเลย ควรให้ลูกนอนเปลือยเพื่อให้ก้นแห้งสนิท และได้รับอากาศถ่ายเทอย่างเป็นธรรมชาติอย่างน้อย 15-20 นาที จะช่วยป้องกันการเกิดโรคผื่นผ้าอ้อมได้
  • อย่าทาแป้งลงไปบริเวณก้น และอวัยวะเพศของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นแป้งอะไรก็ตาม เพื่อเมื่อเด็กปัสสาวะแล้ว แป้งที่อยู่บริเวณนั้นก็จะจับตัวกันเป็นก้อน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองได้
  • ใช้น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่า 1 ช้อนชา ทาบริเวณก้นและขาหนีบของลูกแบบบาง ๆ จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น และช่วยป้องกันการเสียดสีที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดผื่นผ้าอ้อมได้
  • ถ้าหากเลือกใช้แพมเพิร์ส ก็ควรเลือกแบบที่มีความละเอียดอ่อน และใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งจะดีที่สุด แต่ถ้าหากใช้ผ้าอ้อม ก็ควรรักษาความสะอาดด้วยการซักในน้ำร้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรนำไปแช่ในน้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือน้ำยาซักผ้าที่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์
  • ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมหรือแพมเพิร์สแน่นจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการอับชื้นมากกว่าเดิม กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เนื่องจากคุณแม่บางคนอาจจะไม่อยากให้ปัสสาวะหรืออุจาระของลูกเล็ดลอดออกมาบนที่นอน

หากป้องกันแล้ว ยังเป็นโรคผื่นผ้าอ้อมอยู่ ควรทำอย่างไร ?

หากคุณแม่ได้ป้องกันทุกวิธีแล้ว แต่ยังเกิดผื่นคันบนก้นของทารกอยู่ นั่นก็แสดงให้เห็นว่า การดูแลป้องกันยังไม่เพียงพอ และยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยและขอคำแนะนำในการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ไม่ควรซื้อยามาทาให้ลูกเอง เนื่องจากอาจจะส่งผลเสียให้กับลูกได้ นอกจากปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาแล้วเท่านั้น เนื่องจากผื่นคันบางชนิด อาจจะต้องใช้สเตียรอยด์ในการรักษาด้วย

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว คุณแม่ก็อย่าลืมดูแลและปกป้องลูกน้อยให้ห่างไกลจากผื่นผ้าอ้อมเสมอ และหากลูกเป็นผื่นผ้าอ้อมก็ให้รีบทำการดูแลรักษาทันที เพื่อให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกสบายตัวมากขึ้นและลดอาการเจ็บคันที่เกิดจากผื่นผ้าอ้อมนั่นเอง

ขอขอบคุณที่มา : truelife  ,  oknation

ขอบคุณรูปภาพจาก : bestbabylullabies

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/