ต้องบอกเลยว่า มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ยังคงเข้าใจผิดอยู่ว่า เงินอุดหนุนบุตร และเงินสงเคราะห์บุตรเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย จึงทำให้เกิดการถกเถียงว่า เอ๊ะ!! ทำไมเงินไม่เท่ากันล่ะ และทำไมเงื่อนไขไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะคุณแม่ต่างเอาคนละเรื่องมาคุยกันอยู่นั่นเอง ดังนั้นเราไปทำความเข้าใจกับความแตกต่างของเงินทั้งสองประเภทนี้กันเลยดีกว่า

เงินอุดหนุนบุตร คืออะไร?

เงินอุดหนุนบุตร เป็นเงินที่ทางรัฐบาลจัดสรรให้สำหรับเด็กแรกเกิด ที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน โดยจะได้รับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งมีเงื่อนไขในการรับเงินอุดหนุนอยู่ว่า

1.รายได้ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน

เด็กที่จะสามารถขอรับเงินอุดหนุนได้นั้น ในครอบครัวจะต้องมีรายได้เฉลี่ยรวมแล้วไม่เกิน 3000 บาท ต่อคน และต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น ในครอบครัวมีพ่อแม่ลูกอยู่กัน 3 คน พ่อกับแม่มีรายได้ต่อเดือนรวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 9,000 บาท หรือในครอบครัวมีพ่อแม่ ปูย่า และลูกอยู่รวมกัน 5 คน รายได้ทั้งหมดรวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 3,000 x 5 = 15,000 บาทนั่นเอง ทั้งนี้จะคิดรวมตัวเด็กเข้าไปด้วย

2.สถานะของครัวเรือนต้องเข้าเกณฑ์

นอกจากรายได้แล้ว ก็จะต้องพิจารณาจากสถานะครัวเรือนของผู้อยู่อาศัยด้วย โดยจะต้องเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งที่กำหนดจึงจะสามารถรับเงินอุดหนุนได้ ซึ่งได้แก่ มีคนพิการหรือผู้สูงอายุในบ้านที่ต้องพึ่งพิง สถานที่อยู่อาศัยมีสภาพชำรุดทรุดโทรม หรือทำจากไม้ ไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล และหากเป็นเกษตรกร ต้องมีที่ดินไม่เกิน 1 ไร่

3.ต้องมีสัญชาติไทย

การจะขอรับเงินอุดหนุนบุตรได้นั้น บิดามารดา หรือคนใดคนหนึ่งจะต้องมีสัญชาติไทย จึงจะสามารถรับเงินอุดหนุนได้ หากไม่มีสัญชาติไทยจะไม่สามารถรับเงินอุดหนุนได้แต่อย่างใด

4.ต้องไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอยู่ก่อนแล้ว

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญก็คือ จะต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งจะไม่สามารถขอรับเงินอุดหนุนบุตรได้ ยกเว้นหากได้รับการช่วยเหลือเป็นครั้งคราว ได้รับเบี้ยคนพิการ หรือมีประกันสังคม สามารถที่จะรับเงินอุดหนุนบุตรได้

เงินสงเคราะห์บุตร คืออะไร?

เงินสงเคราะห์บุตร เป็นเงินที่ทางประกันสังคมจะจ่ายให้กับเด็กที่พ่อหรือแม่มีประกันสังคม และต้องมีการจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ในระยะเวลา 36 เดือนก่อนเดือนที่ใช้สิทธิ์ โดยจะจ่ายให้กับเด็กคนละ 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 6 ปี สำหรับเงื่อนไขที่สำคัญในการรับเงินสงเคราะห์บุตรก็มีดังนี้

1.ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

Sponsored

การจะขอรับเงินสงเคราะห์บุตรได้นั้น จะต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น กรณีบุตรบุญธรรมหรือหากได้ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นไปแล้วจะไม่สามารถขอรับเงินสงเคราะห์บุตรได้ โดยผู้เป็นมารดาสามารถขอเงินสงเคราะห์บุตรได้ทันที ส่วนบิดาจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิ์รับเงินสงเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตามหากไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็สามารถใช้วิธีการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือยื่นคำร้องให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรก็ได้เหมือนกัน

2.บุตรต้องมีชีวิตอยู่รอดและปลอดภัย

เงินสงเคราะห์บุตร จะขอได้เฉพาะกรณีที่บุตรมีชีวิตอยู่รอดและปลอดภัยเท่านั้น กรณีที่แท้งบุตรหรือบุตรเสียชีวิตลงหลังคลอด จะหมดสิทธิ์การขอเงินสงเคราะห์ไปในทันที

3.ต้องเป็นผู้ประกันตน

ต้องเป็นผู้ประกันตนเท่านั้นจึงจะสามารถขอรับเงินสงเคราะห์บุตรได้ หากความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ก็จะไม่สามารถรับเงินสงเคราะห์บุตรได้เช่นกัน

ทีนี้ก็พอจะเข้าใจกันแล้วใช่ไหม ว่าเงินอุดหนุนบุตรและเงินสงเคราะห์บุตรไม่ใช่อย่างเดียวกัน โดยสรุปง่ายๆ ว่าเงินอุดหนุนบุตรก็คือเงินที่รัฐจ่ายให้เดือนละ 600 บาท และเงินสงเคราะห์บุตร ประกันสังคมจ่ายให้เดือนละ 600 บาทนั่นเอง

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.แม่ท้องเป็นหัดเยอรมัน จะเป็นอันตรายไหม

2.ไข้กาฬหลังแอ่นในเด็ก อีกหนึ่งโรคร้ายที่พ่อแม่ต้องระวัง