เมื่อไม่นานมากนี้ เราคงเคยได้ยินข่าวการระบาดของเชื้อ ไวรัสซิก้า ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างหนักในเขต  ลาตินอเมริกา ซึ่งองค์การอนามัยโลกถึงขั้นประกาศให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และรีบดำเนินการจัดการอย่างเร่งด่วน

ไวรัสซิก้า

ปัจจุบันนี้ ไวรัสซิก้าก็ยังมีการระบาดอย่างเนื่อง ๆ และพบได้ทั่วโลกไม่เว้น แม้แต่ในประเทศไทย แต่หลังจากการระบาดแล้ว ก็พบว่านอกจากเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ไวรัสซิก้ายังเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ และเกี่ยวข้องกับภาวะการมีศีรษะเล็กแต่กำเนิดอีกด้วย

ไวรัสซิก้า โรคร้าย อันตรายทั้งแม่และทารกในครรภ์

ไวรัสซิก้าคืออะไร ?

อธิบายกันก่อนว่า ไวรัสซิก้า เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Flavivirus ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับไวรัสไข้เหลือง และไวรัสเดงกี่  รวมทั้งไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบด้วย เกริ่นนำมาขนาดนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะพอเดาได้ว่า ไวรัสซิก้าเกิดจากการแพร่เชื้อโดยยุงลายเป็นพาหะ จึงทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปได้ทั่วโลกในระยะเวลาไม่นาน

อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิก้า

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสซิก้าแล้ว จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 3-7 วัน ในบางคนอาจจะนานถึง 12 วันโดยจะเริ่มมีอาการไข้สูง มีผื่นคันตามร่างกาย รู้สึกปวดตามกระดูกและกล้ามเนื้อ ตาแดง ท้องเสีย คล้ายกับอาการของโรคไข้เลือดออก แต่ยังไม่ถึงแก่ชีวิต หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการจะหายได้เองภายหลังการรักษา 2-7 วัน แต่ถ้าปล่อยไว้ หรือเพิกเฉยด้วยการซื้อยามาทานเอง ก็อาจจะแสดงอาการรุนแรงถึงขั้นการทำงานของสมองมีความผิดปกติ หรือมีการติดเชื้อที่สมองได้ และถ้าหากผู้ได้รับเชื้อ เป็นผู้หญิงที่กำลังมีการตั้งครรภ์อยู่ ก็จะส่งผลถึงระบบพันธุกรรมในทารกที่กำลังจะเกิดมา นั่นก็คืออาจจะทำให้ทารกมีภาวะพิการทางสมอง หรือมีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด

ภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด จากเชื้อไวรัสซิก้า เป็นอย่างไร ?

การที่ทารกจะมีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด ส่วนมากมักจะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางครั้งที่เกิดจากการที่แม่ได้รับสารกัมมันตภาพรังสี หรือติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งเด็กที่คลอดออกมาจะมีรอบศีรษะเล็กว่าปกติ ซึ่งแพทย์จะทำการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง คือเมื่อแรกเกิด และภายหลังจากคลอดแล้ว 24 ชั่วโมง จึงจะสามารถยืนยันได้ว่า เด็กมีภาวะนี้จริงหรือไม่ ส่วนผลที่จะตามมาภายหลังจากการวินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด คือการมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูด หรือกลืนอาหาร บางรายอาจมีผลถึงแก่ชีวิตได้ในเวลาต่อมา

การรักษา และการป้องกันไวรัสซิก้า

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาโดยเฉพาะสำหรับไวรัสซิก้าแต่อย่างใด ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรแจ้งแพทย์เพื่อให้มีการตรวจสอบสารพันธุกรรมหรือเจาะเลือดเพื่อทำการตรวจหาเชื้อเป็นพิเศษ เนื่องจากไวรัสซิก้ามีลักษณะที่คล้ายกับโรคไข้เลือดออกมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีการวินิจฉัยอาการที่ผิดพลาดได้ ในขั้นตอนการรักษานั้นแพทย์จะเน้นในเรื่องของการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เพราะยาบางชนิด เช่น แอสไพริน หรือยาต้านการอักเสบ อาจทำให้อวัยวะภายในเลือดออกจนเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น และต้องระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจจะตามมา

Sponsored

ส่วนการป้องกันการได้รับเชื้อไวรัสซิก้า โดยเฉพาะหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ มีดังต่อไปนี้

  • ควรสวมใส่เสื้อแขนยาว และขายาวทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด
  • สามารถใช้โลชั่นทากันยุง หรือจุดยากันยุงไว้ ในสถานที่ ๆ ยุงชุกชุม หากต้องอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ๆ
  • หากอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ควรมีการกลางมุ้งนอนทุกคืน
  • ควรทำลายแหล่งน้ำขัง หรือน้ำนิ่งเน่าเสีย ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
  • เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ท้องร่วง มีผื่นคัน ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • หากกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบก่อนเสมอว่า ขณะนั้นประเทศที่กำลังจะเดินทางไป มีการระบาดของไวรัสซิก้าอยู่หรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสในการได้รับเชื้อมากยิ่งขึ้น
  • คู่สามีภรรยา ทีคาดว่าจะมีการติดเชื้อไวรัสซิก้า ควรชะลอการมีบุตรออกไปก่อน

แนวโน้มการระบาดของไวรัสซิก้าในประเทศไทย

เมื่อปี 2559 ในประเทศไทยมีการตรวจพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซิก้า จำนวน 7 คน แต่สามารถควบคุมได้ และยังไม่พบการระบาดเพิ่มเติม แต่เนื่องด้วยประเทศไทย มีภูมิอากาศที่ค่อนข้างร้อนชื้น ทำให้ยุงลายสามารถแพร่พันธุ์ได้มาก จึงมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อนี้โดยง่าย ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศว่า หากมีผู้ติดเชื้อไวรัสซิก้า จะต้องแจ้งความทันทีเพื่อทำการกักตัวไว้ดูอาการ และควบคุมการแพร่ระบาดต่อไป

จะเห็นได้ว่าไวรัสซิก้ามีความน่ากลัวไม่น้อย โดยเฉพาะแม่และทารกในครรภ์ ดังนั้นจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป และป้องกันการถูกยุงกัดเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสซิก้านั่นเอง

ขอขอบคุณที่มา : honestdocs  ,  pidst

ขอบคุณรูปภาพ : sciencemag

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/