แน่นอนว่าเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว ไม่อยากจะเจอ ความผิดปกติของทารก ความหวังของพ่อแม่ทุกคนคืออยากเห็นลูกน้อยคลอดออกมาปกติ มีอาการครบ 32 ไม่มีปัญหาใดๆ

ความผิดปกติของทารก

ซึ่งต้องดูปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ เช่น แม่ท้องที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป โรคทางพันธุกรรม เป็นต้น ปัจจุบันความเจริญทางด้านการแพทย์สามารถตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ได้หลากหลายวิธีด้วยกัน มาดูกันว่ามีวิธีการใดบ้าง ติดตามอ่าน

มาดู ความผิดปกติของทารก ในครรภ์

ความพิการแต่กำเนิด ปากแหว่งเพดานโหว่ ลิ้นหัวใจพิการ ทารกหัวบาตร (ศีรษะบวมน้ำ) ภาวะไม่มีสมอง ทารกไม่มีกะโหลกศีรษะ โครโมโซมผิดปกติ สามารถพบได้ร้อยละ 2 – 3 ของแม่ตั้งครรภ์ สาเหตุส่วนใหญ่ พบว่า 1 ใน 4 เกิดจากพันธุกรรม

หลากวิธีตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์

1.การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound)

 ปัจจุบันการอัลตร้าซาวด์พัฒนาไปอย่างมากจาก 2 มิติ พัฒนาสู่ 3 มิติ และ 4 มิติ สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างละเอียดและชัดเจนมากขึ้น การตรวจอัลตร้าซาวด์ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ดูเพศของทารกเท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถวินิจฉัยอาการผิดปกติอื่น ๆ ของทารกได้

– ในช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ เป็นการตรวจเพื่อยืนยันอายุครรภ์โดยการวัดความยาวตั้งแต่ศีรษะถึงกระดูกก้น กบ ,กำหนดวันคลอดในกรณีที่คุณแม่จำวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ ,ใช้ตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ ด้วยวิธีวัดความหนาของต้นคอ และดูกระดูกดั้งจมูกของทารก ร่วมกับการตรวจเอดของคุณแม่เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยกลุ่มอาการดาวน์

– ไตรมาสที่ 2 จะตรวจตั้งแต่อายุครรภ์ 18 – 22 สัปดาห์ เพื่อยืนยันอายุครรภ์ของคุณแม่ที่มาฝากครรภ์ช้าและไม่ได้รับการตรวจตั้งแต่ใน ไตรมาสแรกการตรวจอัลตราซาวด์สามารถตรวจอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง กระดูกสันหลัง หัวใจ ตับ ไต ตรวจดูตำแหน่งรกและปริมาณน้ำคร่ำ รวมถึงการตรวจการไหลเวียนโลหิตของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกที่เชื่อมต่อมายังทารก หากตรวจพบความผิดปกติที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ รวมถึงคุณแม่ที่เคยมีภาวะคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน เพื่อทำการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดขึ้นอีก

– ไตรมาสที่ 3 จะทำในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ เพื่อตรวจดูความผิดปกติหากทารกเจริญเติบโตช้า คุณหมอจะได้ตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที ช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงของทารกหลังคลอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของกระดูก เช่น คนแคระ กระดูกบางผิดปกติ แขน – ขาสั้น มือ หรือเท้าอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น เท้าปุก เป็นต้น

2.การตรวจสารชีวเคมีในเลือดแม่ตั้งครรภ์ (Maternal serum screening test)

– คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป การตรวจสารชีวเคมีในเลือดแม่ตั้งครรภ์จึงมีประโยชน์ ในกรณีที่แม่ท้องไม่ต้องการเสี่ยงต่อการแท้งบุตร

– ปัจจุบันการคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติ (Detection rate) สูงถึงร้อยละ 94-96 โดยทำการตรวจในไตรมาสแรก และไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์

– นอกจากใช้ตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือ Trisomy 21 แล้ว ยังสามารถตรวจหาความเสี่ยงทารกกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดหรือ Trisomy 18 และกลุ่มอาการผิดปกติในระบบประสาท ศีรษะและไขสันหลังของทารกในครรภ์ได้อีกด้วย

– หากตรวจพบความผิดปกติคุณหมอจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับคุณแม่ต่อไป

3.การเจาะตรวจน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

– การเจาะน้ำคร่ำเป็นวิธีที่นิยมและใช้กันมากในปัจจุบัน และให้ผลแม่นยำสูง เพื่อตรวจหาโครโมโซมของทารก

Sponsored

– โดยเริ่มจากการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นใช้เข็มขนาดเล็กแทงผ่านผิวหนังบริเวณหน้าท้องและมดลูกเข้าไปในถุงนํ้าครํ่าแล้วใช้กระบอกฉีดยาดูดเอานํ้าครํ่าออกมาประมาณ 15-20 ซีซี ซึ่งเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณนํ้าครํ่าที่มีอยู่ในครรภ์

– อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการเจาะน้ำคร่ำคือ 15-20 สัปดาห์

– ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ การแท้งบุตร พบได้ร้อยละ 0.5-1 ของการเจาะนํ้าครํ่า ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ พบได้น้อย เช่น เลือดออก การติดเชื้อ ถุงนํ้าครํ่ารั่ว เป็นต้น

4. การตัดชิ้นเนื้อจากรก (Chorionic villi sampling)
 – เป็นวิธีการตัดหรือดูดเนื้อรกบางส่วน เนื่องจากทารกและรกเจริญพัฒนามาจากเซลล์เนื้อเยื่อเดียวกันจึงมีลักษณะทาง พันธุกรรมคล้ายคลึงกัน ทำให้ตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของทารกได้

– โดยจะกระทำในระยะที่รกเริ่มเกาะแน่นพอที่จะไม่เกิดการแท้ง อายุครรภ์ที่เหมาะสมคือ 10-13 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการเจาะน้ำคร่ำ โดยพบได้ร้อยละ 0.5

5. การเจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์ (Cordocentesis)
เป็นการใช้เข็มเจาะเลือดทารกในครรภ์บริเวณสายสะดือผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่โดยอาศัยการตรวจอัลตร้าซาวน์โดยใช้ปลายเข็มเจาะ

– ส่งตัวอย่างเลือดไปห้องปฎิบัติการเพื่อตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางโครโมโซมโดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์ การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อแต่กำเนิด ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ เลือดออก พบได้ร้อยละ 50 ทารกเสียชีวิตพบได้ร้อยละ 1.4

คุณแม่ที่มีความเสี่ยงในการตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์

  1. คุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป นับถึงวันที่คลอดบุตร
  2. คุณแม่ที่เคยคลอดทารกที่มีความผิดปกติหรือพิการหลายอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุ
  3. คุณแม่หรือคุณพ่อ ที่มีความผิดปกติของโครโมโซมที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังทารกได้
  4. คุณแม่ที่มีผลตรวจเลือดคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ผิดปกติ

อย่างไรก็ตามหากผลโครโมโซมที่ออกมาผิดปกติ คุณหมอจะให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คุณพ่อคุณแม่นะคะ เพื่อหาแนวทางในการรักษา หรือทางเลือกในการดูแลครรภ์ต่อไปตามความเหมาะสม คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลความรู้ที่นำเสนอในอีกด้านหนึ่งของการตั้งครรภ์ มิได้มีเจตนาจะให้คุณแม่กังวลใจ

ร่วมแชร์ประสบการณ์ เรื่องราวการคลอดบุตร การดูแลทารก และการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครอบครัว ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์ หากมีข้อข้องใจหรือคำถาม ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.healthtalk.org/peoples-experiences/pregnancy-children/ending-pregnancy-fetal-abnormality/deciding-whether-have-another-baby

 

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/