วันนี้คุณแม่หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า ลูกน้อยของคุณปกติหรือไม่ อาการโหวกเหวกโวยวาย อาละวาด หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปกติหรือแท้จริงแล้วลูกกำลังเป็นโรคออทิสติกเทียมกันแน่ วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปทำความเข้าใจกับโรคนี้กันค่ะ

ออทิสติกเทียม คืออะไร

สำหรับโรคออทิสติกเทียม นั่นคือ ความบกพร่องในด้านการพัฒนาการของลูกน้อย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการสื่อสารและการเข้าสังคม หรือจะกล่าวได้ง่ายๆ ก็คือมีความบกพร่องในการเข้าสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการสื่อสาร  มีพฤติกรรมชอบทำอะไรซ้ำๆ และเหมือนเดิมวนไปนั่นเอง โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ก็จะมีการแสดงออกที่หลากหลาย แตกต่างกันไปอีกด้วย

ซึ่งการเป็นโรคออทิสติกเทียมเด็กบางคนสามารถดำรงชีวิตได้คล้ายกับคนปกติทั่วไป ในขณะที่เด็กบางคนมีความบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ประกอบเข้าไปด้วย สำหรับลูกน้อยกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปตลอดชีวิต และพบว่าเด็กผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง

สาเหตุของโรค ออทิสติกเทียม

สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของโรคออทิสติกเทียมนั้น ยังอยู่ในกระบวนการค้นหาคำตอบ แต่หลักๆ แล้ว ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ตั้งข้อสัณนิษฐานไว้ว่า เป็นความผิดปกติทางสมองของเด็ก จะสังเกตุได้เลยว่าลูกน้อยมีอาการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆ ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งสาเหตุหลักก็น่าจะมากจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่แบบผิดๆ ไม่ได้รับการเอาใจใสเท่าที่ควร ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกน้อย หรือบางบ้านให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงมากเกินไป ก็มีผลได้เหมือนกัน

อาการป่วยที่แสดงออกมา

อาการป่วยที่จะแสดงออกมาเมื่อลูกเป็นโรคออทิสติกเทียม ก็แบ่งออกได้เป็นหลายประเภทดังนี้

ความบกพร่องในการเข้าสังคมของลูกน้อย

  1. ลูกน้อยมักจะหลีกเลี่ยงหรือสบตา ตอบสนองต่อสิ่งเร้าน้อยแม้ว่าจะถูกเรียกชื่อก็ตาม
  2. ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ชอบการแบ่งปัน
  3. มีการแสดงออกทางสังคมไม่เหมาะสม อาละวาด วีนแตก
  4. ไม่สนใจทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ชอบปลีกตัวอยู่คนเดียว

ปัญหาในการสื่อสารของลูกรัก

  1. ลูกน้อยมีการพัฒนาการที่ล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ส่งเสียง หรือแสดงท่าทาง
  2. ไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือความต้องการให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้
  3. มีการเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ช้ากว่าความเป็นจริง
  4. หากลูกน้อยโตขึ้นจะมีปัญหาเรื่องการจินตนาการและการใช้ความคิด

ลูกน้อยมีพฤติกรรมแบบซ้ำ หรือการกระทำลักษณะเดิมๆ

  1. สังเกตุได้เลยว่าลูกน้อยมีความสนใจหรือทำกิจกรรมที่จำกัด ตัวอย่างเช่น การหมกมุ่นอยู่แต่กับของเล่น หรือเกม
  2. การใช้ชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เส้นทางเพื่อเดินทางไปโรงเรียนเพียงเส้นทางเดียว ปฏิเสธเส้นทางอื่น
  3. ลูกน้อยมีอาการกระสับกระส่าย อารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ หรือถูกขัดใจ
  4. มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวซ้ำ เดิมๆ เช่น สะบัดมือ หมุนคอ โยกตัวไปมา
  5. บางบ้านคุณแม่จะเห็นได้ว่าลูกมีการสัมผัส รส กลิ่น แสง สี ที่มากกว่าหรือน้อยกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน

พฤติกรรมที่บ่งบอกว่าลูกเสี่ยงเป็นโรคนี้

นอกจากอาการที่กล่าวมาแล้ว คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าลูกเสี่ยงเป็นโรคนี้หรือไม่ จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  1. ลูกน้อยยังไม่สามารถบอก หรือแสดงออกถึงความต้องการของตัวเองได้
  2. ไม่สามารถแสดงท่าทาง หรือส่งเสียงร้องเรียกคุณพ่อคุณแม่เลย
  3. แสดงออกถึงการผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินกว่าวัยที่ควรจะเป็น เช่น เมื่อเขากำลังเล่นของเล่นอยู่นั้นคุณแม่ได้ขอของเล่นเขาคืน ลูกน้อยจะแสดงอาการไม่พอใจทันที โดยจะร้องเสียงดังกว่าปกติ หรืออาวะลาด เป็นต้น
  4. ในการเลี้ยงลูกน้อย ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องเจอคือพฤติกรรมลอกเลียนแบบพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง หรือเสียง หากลูกรักของคุณยังไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้อาจแสดงว่าเขาเสี่ยงเป็นออทิสติกเทียมแล้วล่ะ
  5. ยังพูดไม่เป็นภาษา หรือพูดไม่ได้ในวัย 2 ขวบจัดว่ามีความเสี่ยงสูง
  6. การที่ลูกน้อยไม่ตอบสนองต่อ แสง สี เสียง ไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่มีการออกเสียงอ้อแอ
  7. ลูกน้อยไม่สนใจที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ กอด หอม หรืออุ้ม
  8. ชอบยู่คนเดียวไม่เล่น หรือพูดคุยกับเด็กคนอื่นๆ

ป้องกันลูกน้อยจากโรคนี้ได้อย่างไร

ไม่อยากให้ลูกเป็นโรคออทิสติกเทียม คุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีนี้ต่อไปนี้

Sponsored
  1. คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกน้อย เพื่อสานความสัมพันธุ์ที่ดีในครอบครัว อีกอย่างลูกน้อยก็จะเคยชินกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย
  2. ถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ควบคุมไม่ให้ลูกใช้เทคโนโลยี เช่น ดูการ์ตูน เล่นเกม หรือเล่นโทรศัพท์ จนกว่าอายุจะครบ 24 เดือน
  3. พาลูกน้อยออกไปเจอโลกภายนอก ไปเจอสังคมบ้าง พยายามพาเข้าร่วมในทุกกิจกรรมของเด็ก
  4. ให้ลูกน้อยเล่นของเล่นเพื่อสร้างจินตนาการและพัฒนาการด้านสมอง อย่าง ตัวต่อ วาดภาพระบายสี เป็นต้น
  5. ถ้าเห็นความผิดปกติของลูกน้อย หรือลูกมีพฤติกรรมเสี่ยง ให้รีบปรึกษาหมอ หรือแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาวิธีการรักษาหรือแก้ไข

การที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากคุณแม่จะต้องมีความพร้อมในส่วนของร่ายกาย ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย ลาพักไม่ได้แล้วคุณแม่เองจะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกน้อย ความผิดปกติ หรือโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันหรือหาแนวทางแก้ไขได้อย่างท่วงทัน หนึ่งชีวิตที่เขามีผูกติดกับเรา เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.รวม ชื่อเกาหลี สุดฮิต ตั้งชื่ออะไรดีให้โดนใจลูกน้อย

2.วิธีตั้งชื่อลูก กับ 7 เรื่อง ที่พ่อแม่ต้องรู้และเข้าใจ