ลูกสมาธิสั้น ..โรคสมาธิสั้นนับเป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อพฤติกรรมและการเรียนของเด็กในวัยเรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งพ่อแม่สามารถฝึกวิธีการช่วยเหลือและให้การส่งเสริมการเรียนของลูกได้

ลูกสมาธิสั้น

ซึ่งในบทความนี้เราจะนำเสนอแนวทางสำหรับการช่วยเหลือลูกน้อยสมาธิสั้นให้การเรียนต่าง ๆ ดีขึ้นดังต่อไปนี้

ให้ความช่วยเหลือลูกในเรื่องการทำการบ้าน

เด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นมักประสบปัญหาในการทำงาน การจัดลำดับความสำคัญต่าง ๆ และมักขาดสมาธิ วอกแวกได้ง่าย ไม่จดจ่อกับการทำงาน มีอาการเหม่อลอยและทำงานได้ช้าไม่เรียบร้อย

เมื่อ ลูกสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจในเรื่อง

  1. จัดตารางเวลาให้เหมาะสมกับลูก เช่น เวลานอน เวลากิน เวลาตื่นนอน เวลาอาบน้ำ ไปโรงเรียน การทำการบ้าน และการอ่านหนังสือ
  2. เตรียมอุปกรณ์สำหรับทำการบ้านให้พร้อม เช่น ยางลบ ดินสอ ไม้บรรทัด สถานที่ทำการบ้านควรเป็นที่สงบและไม่ควรมีเสียงรบกวนใด ๆ เช่น เสียงทีวี วิทยุ หรือเครื่องเสียงที่เปิดเพลงอยู่
  3. แบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ หรือเป็นขั้นตอน เพื่อช่วยให้ลูกจัดเรียงลำดับความสำคัญ ทีละขั้นตอนซึ่งจะช่วยทำให้ลูกทำงานได้ง่ายขึ้น
  4. หาตัวอย่างให้ลูกดูแล้วทำตาม ควรนั่งประกอบเพื่อคอยให้คำแนะนำเวลาลูกทำการบ้าน

ให้ความช่วยเหลือทางด้านพฤติกรรม

เด็กสมาธิสั้นมักจะมีพฤติกรรมวอกแวกได้ง่าย หุนหันพลันแล่น และอยู่ไม่นิ่ง มีพฤติกรรมท้าทาย และต่อต้าน ดังนั้นพ่อแม่ควรให้การฝึกฝนการควบคุมตนเองให้กับลูก โดยเฉพาะกับพฤติกรรมที่ไม่ดี หรือไม่พึงประสงค์

  1. แบบอย่างที่ดีคือพ่อแม่ จะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
  2. ตั้งกฎระเบียบที่เข้าใจได้ง่าย และสามารถปฏิบัติตามได้ มีการให้รางวัลเมื่อทำความดี และมีการลงโทษเมื่อลูกทำความผิด ทั้งนี้ควรตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลนั้นถือเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับเด็ก
  3. การลงโทษลูกควรทำเมื่อลูกสงบแล้ว และค่อยพูดในสิ่งที่ลูกได้ทำผิดและไม่ถูกต้อง รวมถึงผลของการกระทำที่อาจเกิดขึ้น อาจลงโทษด้วยการงดทำกิจกรรมบางอย่างที่ลูกชอบเป็นการชั่วคราว
  4. ควรตอบสนองทันทีเมื่อลูกได้ทราบผลที่เกิดขึ้น หรือแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ เพื่อให้ลูกรู้ว่าอย่างไหนดี หรือไม่ดี
  5. ควรให้มีเวลาพักเพื่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนอิริยาบทกับลูกเป็นช่วง ๆ เช่น เวลาทำการบ้านนาน ๆ หรือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานาน
  6. การสื่อสารให้เข้าใจนั้นอาจจำเป็นต้องใช้ท่าทางประกอบ เพื่อช่วยให้ลูกรับรู้และมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ให้ความช่วยเหลือลูกในด้านสังคม

เด็กที่มีสมาธิสั้นนั้นมักมีปัญหาเรื่องความเข้าใจสังคม เช่น พูดมาก เสียงดัง แกล้งเพื่อน เล่นแรง ๆ ชวนเพื่อนคุย พ่อและแม่จึงต้องฝึกเรื่องการตอบสนองต่อสังคมที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ ในห้องเรียนได้และอยู่ในสถานที่ซึ่งมีการแข่งขันได้

Sponsored
  1. สร้างเรื่องสมมติขึ้นมาแล้วชวนลูกเล่นบทบาทเหล่านั้น โดยอาจจำลองสถานการณ์ที่เกี่ยวกับทักษะทางสังคมให้ลูกฝึกฝนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ได้ด้วยตนเอง
  2. ให้โอกาสลูกในการเข้าร่วมสังคมบ่อย ๆ เช่น พาไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน เล่นกับเพื่อนบ้าน ไปเยี่ยมญาติ หรือร่วมกิจกรรมกับชุมชน
  3. พูดแต่ในทางที่ดีเกี่ยวกับตัวลูกให้เป็นที่รู้จักในสังคม

นอกจากนี้เด็กที่มีสมาธิสั้นนั้น ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสมไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือที่โรงเรียนก็ตาม ดังนั้นการมองหาสถานศึกษา หรือโรงเรียนที่เหมาะสมย่อมเป็นการดีที่สุด

เพื่อให้ลูกได้รับการปรับปรุงและพัฒนาในได้ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงสามารถเข้ากับเพื่อน ๆ และสังคมได้โดยมีเคล็ดลับในการเลือกสถานศึกษาดังต่อไปนี้

  1. มองหาสถานศึกษาที่มีครูมีความสามารถ เข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับเด็กที่มีสมาธิสั้น ให้ความร่วมมือในแนวทางช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ไม่ปฏิเสธการดูแลในแนวทางที่ยอมรับในปัจจุบัน
  2. ครูที่เข้าใจปัญหาของเด็กสมาธิสั้น จะมีส่วนในการสร้างเสริมความสามารถ และการพัฒนาการได้ดีขึ้น
  3. เด็กที่สมาธิสั้นนั้นสามารถเรียนในโรงเรียนปกติได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแยกไปเรียนโรงเรียนพิเศษ แต่อาจต้องให้ครูช่วยดูต่ำแหน่งที่ลูกนั่งเรียนในพื้นที่สามารถควบคุมตนเองได้ เช่นการได้นั่งเรียนบริเวณแถวหน้าสุด ไม่ควรให้เด็กนั่งบริเวณริมหน้าต่าง หรือริมประตู
  4. จำนวนเด็กในห้องเรียนสำคัญมาก เพราะห้องเรียนที่มีเด็กมากจนเกินไป จะสร้างสิ่งเร้ากระตุ้นให้ตัวเด็กวอกแวกได้ง่าย ทำให้สมาธิเกี่ยวกับการเรียนมีน้อยลง
  5. โรงเรียนที่มีพื้นที่สนามเด็กเล่น สนามกีฬากว้าง ๆ จะช่วยให้เด็กมีโอกาสเล่น ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ สามารถเลือกทำกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ลดการรบกวนของเด็กคนอื่น ๆ หรือก่อความวุ่นวาย

อย่างไรก็ตามการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นคนที่เด็กตัวน้อยให้ความไว้วางใจมากที่สุด ดังนั้นการทำแบบอย่างที่ดีและการคอยเอาใจใส่สอนลูก รวมไปถึงฝึกให้ลูกทำสมาธิบ้างเป็นครั้งคราว จะช่วยให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น และการได้ฝึกฝนการใช้ความคิดในกิจกรรมภายในบ้าน ก็ช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักการวางแผนและคิดเรื่องต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งพ่อแม่อาจแบ่งเวลาบางส่วนเพื่อการทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว

ในสถานที่สาธารณะ เช่น การได้ออกกำลังกายร่วมกัน หรือ การทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกับผู้อื่นบ้าง จะทำให้เด็กรู้จักคิดและวางแผนการทำงานเป็นมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยจากพ่อแม่ก็คือความรักความเข้าใจต่อตัวเด็กนั่นเอง

 

==========

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/