อาหารแม่ตั้งครรภ์ อาจจะเป็นเรื่องเดิม ๆ หรือเรื่องใกล้ตัว ที่หลายคนคิดว่ารู้แล้ว ว่าต้องทานอะไร ต้องหลีกเลี่ยงอะไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องอาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ มีความละเอียดมากกว่านั้น

อาหารแม่ตั้งครรภ์

ซึ่งหากมองข้ามไม่ใส่ใจก็อาจกลายเป็นผลเสียที่คาดไม่ถึงตามมา!! เรามีข้อมูลดี ๆ  สำหรับอาหารที่แม่ตั้งครรภ์ควรรู้มาบอกชัด ๆ ค่ะ

8 อาหารแม่ตั้งครรภ์ ที่จำเป็นมีอะไรบ้าง

1.กรดโฟลิค

แม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจกับเรื่องนี้ หากมีการวางแผนครอบครัวและตั้งใจว่าจะมีลูก ควรทานโฟลิคก่อน 3 เดือน ที่วางแผนตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อแม่ตั้งครรภ์และลูกในครรภ์ ทั้งนี้หากแม่ตั้งครรภ์มีภาวะขาดกรดโฟลิค จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และก่อให้เกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิด หรือ NTD ในทารกแรกเกิดได้

>>อาหารที่พบว่ามีโฟลิค เช่น ตับสัตว์ ผักโขม บร็อกโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง  แคนตาลูป เป็นต้น

2.ธาตุเหล็ก

ร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ต้องการปริมาณธาตุเหล็ก วันละ 30 มิลิกรัม ในแม่ตั้งครรภ์แฝด ควรมีการเสริมธาตุเหล็ก เพิ่มขึ้นมาวันละ 60-100 มิลิกรัม โดยหากแม่ตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็ก  จะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ตกเลือด ทารกในครรภ์มีผลต่อภาวะโลหิตจาง และผลต่อน้ำคร่ำน้อย  จนทารกในครรภ์อาจเสียชีวิตได้ ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ  200 มิลิกรัม ทั้งนี้ในช่วงตั้งครรภ์ใน 4 เดือนแรก  แม่ตั้งครรภ์ควรทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก และไม่มีความจำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็ก เนื่องจากเป็นช่วงแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

>>อาหารที่พบธาตุเหล็ก เช่น นม เนย ขนมปัง เนื้อแดง ไข่แดง งา ตับสัตว์ ผักสีเขียวเข้ม คะน้า ผักโขม เป็นต้น

3.แคลเซียม

แม่ตั้งครรภ์มีความต้องการแคลเซียมมากกว่าคนปกติทั่วไป โดยปริมาณแคลเซียมที่ต้องการจะอยู่ที่วันละ 1,000-1,200 มิลลิกรัม ในระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์ มีความต้องการแคลเซียมสูงมาก เพราะแคลเซียมมีความสำคัญต่อโครงสร้างของพัฒนาการของร่างกาย จำเป็นต่อโครงสร้างของกระดูกและฟันของทารกในครรภ์  ช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงในแม่ตั้งครรภ์ได้  ซึ่งหากแม่ตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียมน้อย จะเกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า ตะคริว และทารกในครรภ์จะดึงแคลเซียมจากร่างกายของแม่มาใช้ โดยหากทารกในครรภ์ได้รับแคลเซียมที่ไม่เพียงพอ  จะส่งผลให้ทารกเป็นโรคกระดูกอ่อน

>>อาหารที่มีแคลเซียม เช่น ถั่ว งา นม นมสด ปลาไส้ตัน ปลากรอบตัวเล็กตัวน้อยที่ทานได้ทั้งกระดูก เป็นต้น

4.ไอโอดีน

แม่ตั้งครรภ์ที่ขาดไอโอดีนอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการเกิด cretinism หรือ โรคเอ๋อ รวมถึงร่างกายและสมองเจริญเติบโตช้า ก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด การทานอาหารบำรุงครรภ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

>>อาหารที่พบไอโอดีน เช่น อาหารทะเล ปลาทูน่า ปลาทู หอย ปลาหมึก สาหร่ายทะเล  ปลาทะเล กุ้ง เกลือเสริมไอโอดีน เป็นต้น

5.สังกะสี

สังกะสี เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่ควบคุมการทำงานของร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนเอนไซม์ในร่างกาย ลดภาวะความเครียดและปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงสมองและระบบประสาท มีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกทารกในครรภ์ แม่ตั้งครรภ์ที่ขาดธาตุสังกะสี จะส่งผลให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด ทารกในครรภ์เติบโตช้ากว่าปกติ ส่งผลให้เกิดความพิการ การเสียเลือดหลังคลอด การทานอาหารที่มีสังกะสีจะช่วยป้องกันและบำรุงครรภ์ได้

Sponsored

>>อาหารที่พบสังกะสี เช่น นม หอยนางรม เนื้อ  ไข่ เป็นต้น

6.วิตามินเอ

แม่ตั้งครรภ์ควรทานวิตามินเอในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดภาวะโลหิตจาง และลดอัตราการติดเชื้อของแม่ได้ ควรทานในปริมาณ 800 IU ต่อวัน  และไม่ควรทานมากเกินความจำเป็น เพราะจะส่งผลต่อความพิการของทารกในครรภ์ แนะนำง่าย ๆ ว่าหากเราทานอาหารที่มีวิตามินเอทุกวันอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมานวิตามินเอเสริม

>>อาหารที่พบวิตามินเอ เช่น เนื้อ ไก่ ปลา ตับ นม ไข่  เป็นต้น

7.วิตามินบี 12

สำหรับแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก ควรรับวิตามินบี 12  อย่างเพียงพอ โดยทานร่วมกับกรดโฟลิกด้วย จะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะช่วยป้องกันความความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับไขสันหลัง  ป้องกันการเกิดความผิดปกติของระบบประสาท ป้องกันโรคสมองเสื่อม ในทารกได้

>>อาหารที่พบวิตามินบี 12  เช่น ไข่ นม  ตับ เนื้อสัตว์ เป็นต้น

8.วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 มีความสำคัญต่อแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก หากได้รับวิตามินบี 6  อย่างเพียงพอ จะช่วยลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ได้ ขณะเดียวกันหากการตั้งครรภ์ได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อพัฒนาระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์  นั่นเอง

>>อาหารที่พบวิตามินบี 6  เช่น ขนมปังธัญพืช กล้วย ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วลองนำไปใช้ดูนะคะ…

 

========================

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย ได้ที่  www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ที่ https://www.facebook.com/teamkonthong/