ตั้งครรภ์ 26 สัปดาห์ แล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อย แต่เอ๊ะ! ตอนนี้เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะมีพัฒนาการไปถึงไหนแล้วนะ ส่วนท้องก็เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงครรภ์ตอนนี้ วันนี้เราจึงมีคำตอบเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ และการดูแลตนเองสำหรับคุณแม่มาฝากกัน โดยมีข้อมูลที่คุณแม่ต้องรู้ดังต่อไปนี้

ตั้งครรภ์ 26 สัปดาห์ ลูกน้อยตัวแค่ไหน

ช่วงนี้ทารกในครรภ์จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 600-800 กรัม และมีความยาวประมาณ 36 ซม. จอประสาทตามีการพัฒนาอย่างมาก ส่วนหูได้ยินเสียงชัดมากขึ้น โดยอาจตอบสนองโดยการถีบหรือเตะที่หน้าท้องของคุณแม่ นอกจากนี้ลูกเริ่มฝึกหายใจเข้าและออกแล้วเพื่อเตรียมพร้อมหายใจด้วยตนเองเมื่อถึงกำหนดคลอด และเด็กทารกยังรู้จักตื่นและนอนเป็นเวลาอีกด้วย

สิ่งที่คุณแม่ควรทำ เมื่ออายุครรภ์ 26 สัปดาห์

เมื่อทารกเติบโตขึ้น พร้อมน้ำหนักของแม่ที่เพิ่มขึ้น คุณแม่ต้องใส่ใจดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1.ออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำทุกวัน

เมื่อคุณแม่ท้องโตขึ้น ควรหาเวลาออกกำลังที่ไม่หักโหมเกินไป เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับมดลูก และเตรียมความพร้อมในการคลอดด้วยนั่นเอง โดยการออกกำลังกายที่เหมาะกับคุณแม่ในช่วงนี้  ได้แก่ การเดิน ว่ายน้ำ หรือเล่นโยคะ เป็นต้น

2.ทานอาหารที่มีโอเมก้า 3

เนื่องจากในช่วงนี้ระบบนัยน์ตาของลูกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงควรเสริมอาหารจำพวกปลาหรืออาหารทะเล เพราะให้สารอาหารที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาระบบนัยน์ตาของทารกในครรภ์ได้เป็นอย่างดี

3.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

เพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนง่ายกว่าปกติจึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้น้ำยังช่วยปรับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.สวมชุดคลุมท้องที่ใส่สบาย

เมื่อร่างกายคุณแม่มีขนาดใหญ่ขึ้น ควรเลือกชุดคลุมท้องที่ใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งต้องรองรับกับรูปร่างที่จะขยายขึ้นในอีก 3-4เดือนข้างหน้า และช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายตัว ไม่อึดอัดจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่มีขนาดเล็กเกินไป

5.เตรียมความพร้อมในการคลอดแบบฉุกเฉิน

คุณแม่ควรวางแผนการเดินทางไปรพ.ในกรณีที่อาจเกิดเจ็บท้องกะทันหัน รวมทั้งเรียนรู้ที่จะเป็นคุณแม่ ด้วยการศึกษาวิธีการดูแลทารกแรกเกิดไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหากคลอดก่อนกำหนดขึ้นมาจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหาในการเลี้ยงลูกนั่นเอง

อาการต่างๆ ที่มักจะพบในช่วงนี้

ในช่วงนี้คุณแม่อาจจะพบกับอาการหลายอย่าง ที่แปลกไปจากเดิม ได้แก่

1.ท้องอืดท้องเฟ้อ

Sponsored

เนื่องจากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงขยายเต็มช่องท้อง ลำไส้จึงถูกเบียด รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ลำไส้ทำงานได้ช้าลง จึงส่งผลให้คุณแม่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องผูกได้ ดังนั้นควรแก้ปัญหาโดยการแบ่งอาหารทานเป็นมื้อย่อยๆ และทานบ่อยๆ แทน

2.นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ เป็นอาการที่พบได้มากในช่วงอายุครรภ์เท่านั้น ซึ่งคุณแม่ควรปรับพฤติกรรมตัวเองเล็กน้อยเพื่อให้นอนหลับง่ายขึ้น ด้วยการ เข้านอนให้ตรงเวลา ปิดไฟให้หมด อาบน้ำอุ่นๆ ก่อนนอน หรือดื่มนมสักแก้ว ก็จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายกว่าเดิม

3.ปวดหัวเหน่า

สำหรับคุณแม่ที่ต้องนั่งหรือยืนทำงานเป็นเวลานานๆ ควรหาชุดชั้นในที่มีแผ่นรองช่วยพยุงท้องส่วนล่างมาสวมใส่ เพื่อช่วยให้อาการปวดที่หัวเหน่าบรรเทาลง

4.มองเห็นแย่ลง

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจึงทำให้มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงดวงตาน้อยลง เป็นผลให้เกิดอาการระคายเคืองและการมองเห็นแย่ลงได้ ซึ่งต้องใช้น้ำตาเทียมช่วย แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์จะดีที่สุด

5.เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่ที่มีความดันโลหิตสูง ต้องหมั่นพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งก็มีความอันตรายทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เลยทีเดียว

ในช่วงสัปดาห์ที่ 26 นี้ นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับทารกในครรภ์แล้ว ก็อาจมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรดูแลตัวเองให้มากขึ้น และหมั่นสังเกตความผิดปกติอยู่เสมอ เพื่อจะได้รับมือแก้ไขได้ทัน หากมีความผิดปกติใดเกิดขึ้นนั่นเอง

= = = = = = = = = = = =

ติดตามความรู้ดี ๆ  และสาระดี ๆ เพิ่มเติม สำหรับแม่ตั้งครรภ์ และลูกน้อย ได้ที่ www.konthong.com หรือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ที่
https://www.facebook.com/teamkonthong/

We promise to provide the knowledge and know-how for new mom. More and more solutions about how can you grow up your baby. Feel free to contact us if any problems have occurred or have any questions you would like to know. Don’t forget to follow and keep in touch with us on Facebook

https://www.facebook.com/teamkonthong/

บทความน่ารู้ เพิ่มเติม คลิกเลย …..

1.เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด ควรเลือกแบบสายผูก หรือแบบกระดุมดีกว่ากัน

2.เสื้อผ้าเด็ก อันตราย ไม่ควรให้ทารกใส่ชุดแบบนี้